วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Sakonnakhon ประวัติจังหวัดสกลนคร

ประวัติเมืองสกลนคร

        แอ่งอรายธรรมในดินแดน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยมีที่ใหญ่ๆสองแห่งด้วยกันคือแอ่งโคราชซึ่งเป็นศูนย์แห่งอารยธรรมแห่งอีสานตอนใต้    และอีกแอ่งๆหนึ่งที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมขนาดใหญ่ของอีสานเหนือคือแอ่งสกลนครซึ่งในปัจจุบันมีพื้นที่ครอบคลุม   6  จังหวัด   ดังนี้คือ     เลย    อุดรธานีสกลนคร  นครพนม     และมุกดาหาร
            เมืองสกลนคร เป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานดังปรากฎชื่อเมืองที่เปลี่ยนแปลงมา
ถึง  3  ชื่อ     คือ  เมืองหนองหารหลวง เมืองสกลทวาปีและเมืองสกลนคร หรือ จังหวัดสกลนครในยุคปัจจุบันความเจริญรุ่งเรืองของสกลนครเมื่อพิจารณาจากหลักฐานโบราณคดีและประวัติศาสตร์กล่าวได้ว่าเป็นเมืองที่มีผู้คนเข้ามาอาศัยตั้งหลักแหล่งทำมาหากินมิได้ขาดสาย นับตั้งแต่ยุควัฒนธรรมบ้านเชียง  สมัยลพบุรี สมัยล้านช้างและสมัยรัตนโกสินทร์การปรับตัวของคนกลุ่มต่าง         ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทำให้เกิดวัฒนธรรมและเหลือหลักฐานไว้เป็นมรดกตกทอดทั้งในด้านโบราณสถานโบราณ โบราณวัตถุรวมทั้งประเพณีความเชื่อมากมาย สืบทอดมาจนทุกวันนี้สกลนครจึงเป็นที่มี
มรดกทางวัฒนธรรมโดดเด่น จนเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า "อู่อารยธรรมในแอ่งสกลนคร"
          ปัจจัยที่ทำให้สกลนครเป็นที่รวมของผู้คนในอดีตคือความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติและเส้นทางคมนาคมทั่งภายในและภายนอก เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตทั้งยัง
มีความปลอดภัย ดังจะเห็นได้จากที่เทือกเขาภูพานเป็นขอบแอ่งกะทะเป็นแนวยาว    นับจากอุบลราชธานี มุกดาหาร สกลนคร อุดรธานี   และ  กาฬสินธุ์
            เทือกเขาภูพานจึงเป็นแหล่งที่เหมาะจะใช้เป็นที่พึ่งพาอาศัยในการหลบซ่อนตัวเพื่อความปลอดภัยและมีแหล่งอาหารทั้งพืชและสัตว์อุดมสมบูรณ์รวมทั้งมีแร่ธาตุธรรมชาติ เช่น แร่เหล็กซึ่งนำมาหลอมหล่อเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และอาวุธ        จึงก่อให้เกิดพิธีกรรมตามลัทธิความเชื่อในบริเวณเทือกเขาภูพาน มีการค้นพบแหล่งโบราณคดีเป็นจำนวนมาก แสดงถึงการมีชุมชนเกิดขึ้นมานานนับพันปีมาแล้วและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   เทือกเขาภูพานยังมีความสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นแหล่งต้นน้ำ หรือแหล่งกำเนิดลุ่มน้ำหลายสาย
         ลำน้ำอูน    ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ในหุบเขาภูพานในเขตอำเภอกุดบาก ไหลลงออกจากหุบเขามาทาง
อำเภอวาริชภูมิ ไปยังเขตอำเภออากาศอำนวย อำเภอนาหว้า และออกไปบรรจบกับแม่น้ำสงครามใน เขตอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ในส่วนที่ไหลผ่านอำเภออากาศอำนวย อำเภอนาหว้า และ
อำเภอศรีสงคราม เป็นแหล่งชุมชนที่สำคัญทั้งในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และยุคอิทธิพลล้านช้างใน
พุทธศตวรรษที่ 21 - 23
        ลำน้ำพุง   มีต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณหุบเขา ต้นลำน้ำพุง เช่นบ้านนาผาง ตำบลปลาซิวเป็นแหล่งชุมชนสำคัญก่อนประวัติศาสตร์และยุคเหล็ก มีภาพสลักรูปคน รูปสัตว์ เช่น ควายและสัญลักษณ์อีกมากมายลงในผาหิน
       ส่วนลำน้ำก่ำ    ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพานไหลลงสู่หนองหาร อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ตั้งเมืองหนองหารหลวงนั้น นับเป็นแหล่งชุมชนโบราณที่สำคัญในสมัยลพบุรีพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 ดังนั้น ในเขตลุ่มน้ำสงครามตอนบน มีชุมชนเกิดขึ้นมานานนับแต่สมัยประวัติศาสตร์
       ด้วยสภาพภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต ทั้งในส่วนเทือกเขาและที่ราบในแอ่งสกลนคร จึงทำให้สกลนครเป็นแหล่งชุมชนมาช้านานก่อให้เกิดยุคสมัยของวัฒนธรรมต่อเนื่องกันมากตั้งแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบันสกลนครก่อนประวัติศาสตร์
          หลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีในช่วงสมัยหิน เข้าสู่ยุคสำริด - เหล็ก ในแอ่งสกลนครมีศูนย์กลางที่บ้านเชียง บ้านนาดี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ซึ่งนักโบราณคดีได้ขุดค้นระหว่าง   พ.ศ. 2533 - 2524พบว่าโครงกระดูกของคนยุคก่อน ประวัติศาสตร์เหล่านี้ มีอายุระหว่าง   32000 - 1000 ปี    ก่อนพุทธศักราช ซึ่งถือว่าเป็นชุมชนที่เก่าแก่ที่สุดในยุคก่อนประวัติศาสตร์       ความโดดเด่นของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง คือการขุดพบหลักฐานเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตอันได้แก่ภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเนื้อหยาบหลายลักษณะ มีทั้งชนิดผิวเรียบ ผิวหยาบ ลายขูดขีด ลายเชือกทาบและชนิดเขียนสี ซึ่งถือว่าเป็นภาชนะที่ใช้ใส่อาหารให้ผู้ตายในพิธีกรรมฝังศพ นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือ เครื่องใช้ที่เปลี่ยนจากการใช้หิน มาเป็นเครื่องมือโลหะทองแดง และดีบุก ในเบ้าหลอม
          ความเจริญที่เรียกว่าวัฒนธรรมบ้านเชียงนั้น เกิดในชุมชนระดับหมู่บ้าน ซึ่งมีเครือข่ายสัมพันธ์กันกับหลายแห่ง ในดินแดนภาคอีสานและยังมีการติดต่อกับชุมชนในเขตยูนนานทางตอนใต้ของจีน
และเวียดนาม ซึ่งมีความรู้ในเรื่องโลหะวิทยาเป็นอย่างดีจึงทำให้ชุมชนเหล่านี้สามารถผลิตและพัฒนาการสำริด - เหล็ก ร่วมสมัยกัน แต่ชุมชนเล็ก ๆ หมู่บ้านเชียงไม่อาจพัฒนาการผลิตสำริด - เหล็กให้เป็นอุตสาหกรรมได้เพราะประชากรน้อยและยังเป็นสังคมเกษตรกรรมจึงทำให้การผลิตโลหะเป็นเพียงเพื่อ การใช้ในครัวเรือนหรือชุมชนของตนเท่านั้น
          ในช่วงระยะเวลาต่อมาอีกประมาณ 500 ปี คือ ราว 2500 ปี ก่อนพุทธศักราชศูนย์กลางการผลิต ซึ่งเน้นเรื่องเหล็กและการผลิตเกลือได้เกิดขึ้นในบริเวณ      แอ่งโคราชและลุ่มน้ำสงครามแถบสกลนคร ทำให้ผู้คนในชุมชนบ้านเชียงเคลื่อนย้าย ส่วนหนึ่งไปสู่แอ่งโคราช    และส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายไปอยู่บริเวณลุ่มน้ำระหว่งห้วยยาม กับห้วยปลาหาง      ในเขตบ้านสร้างดู่         บ้านโนนเรือ บ้านดอนเขืองในเขตอำเภอสว่างแดนดินและในเวลาต่อมาก็กระจายเข้าสู่พื้นที่รอบ ๆ บริเวณหนองหารหลวงสกลนคร ดังปรากฎหลักฐานภาชนะเครื่องปั้นดินเผา เป็นรูปแบบวัฒนธรรมบ้านเชียงตอนปลาย ในหมู่บ้านหลายแห่งรอบ ๆ หนองหารสกลนคร
          ยุคสำริด - เหล็ก ในสกลนคร
          ในช่วงเวลา 3000 ปี จนถึง 2500 ปี  ก่อนพุทธศักราช  มีผู้คนอพยพเคลื่อนย้ายลงมาจากจีน
ตอนใต้แถบยูนนาน และเวียดนามตอนเหนือ เข้ามาในแอ่งสกลนครและแอ่งโคราช ทำให้ประชากร
ในภาคอีสานเพิ่มขึ้นอย่างมาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นนับตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา ประกอบกับ
การเคลื่อนย้ายของผู้คนบางส่วนที่ไป มาหาสู่กันระหว่างแอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ทำให้อุตสหกรรมการผลิตเหล็กเจริญรุ่งเรืองขึ้นมากกว่าการผลิตสำริด   ซึ่งพบหลักฐานไม่มากนักในเขตบ้านเชียง   การเคลื่อนย้ายของผู้คนเข้าสู่แหล่งทรัพยากรแร่เหล็ก ตามเขตลุ่มน้ำสงครามตอนบน ทำให้พบแหล่งผลิต  และชุมชนที่อาศัยเครืองมือเหล็กหลายแห่ง    ในเขตจังหวัดสกลนคร ซึ่งพบหลักฐานเป็นเครื่องมือและอาวุธเหล็กจำนวนมากที่บ้านใหม่พัฒนาตำบลสร้างค้อ กิ่งอำเภอภูพานในเขตบ้านหนองสะไน   ตำบลนาม่วง   อำเภอกุดบาก   มีทำเลอยู่ในหุบเขาต้นกำเนิดลำน้ำอูนทั้งยังมีผู้พบโครงกระดูกมนุษย์   เครื่องประดับสำริด   ลูกปัดแก้ว เครื่องมือเหล็ก ภาชนะเขียนสีบ้างเล็กน้อย      และภาชนะลายเชือกทาบที่ชุบน้ำโคลนสีแดงเป็นส่วนใหญ่ถือได้ว่าเป็นยุคเหล็กตอนปลายแล้ว
        จากการศึกษาของ รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม และ ดร.พรชัย สุจิต พบว่าอุตสาหกรรมเหล็กนั้น เริ่มขึ้นราว 2400 ปี ก่อนพุทธศักราช ส่วนการผลิตอุตสาหกรรมเกลือเกิดขึ้นในราว 2000 ปี ก่อนพุทธศักราช
          ผลการเปลี่ยนแปลงทางการผลิต โดยเฉพาะการถลุงเหล็ก และการผลิตเกลือซึ่งต้องใช้กำลังคนทำงานร่วมกัน ทำให้ชุมชนมีขนาดใหญ่ มีผู้คนหนาแน่น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างคูน้ำและคันดินล้อมรอบชุมชนเพื่อจะกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคในฤดูแล้ง    นอกจากนี้คูน้ำและคันดินยังช่วยในการป้องกันการบุกรุกของฝ่ายศัตรูอีกด้วย
          แหล่งโบราณคดียุคเหล็กที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งคือ บริเวณบ้านพาน ตำบลขมิ้น อำเภอเมืองสกลนครบริเวณนี้ตั้งอยู่บนที่ดอนสูงมีถนนสานอุดร – สกลนครตัดผ่านบ้านพาน พัฒนาไปยังบ้านพังขว้างและบ้านธาตุ     เข้าสู่ตัวเมืองหนองหารสกลนครเป้นเนินขนาด 3 x 1.5   ตารางกิโลเมตร   รอบ ๆ เนินเป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำหลายสายไหลจากเทือกเขาภูพาน คือลำห้วยปลาเข้ง   และลำห้วยนาคอง ซึ่งเป็นสาขาของลำน้ำอูนในบริเวณนี้ พบภาชนะลายเชือกทาบขนาดเล็กและใหญ่     ลูกกลิ้งประทับลวดลายดินเผาลูกปัดแก้ว เครื่องประดับสำริดภาชนะดินเผาเคลือบแกร่ง และเครื่องมือเหล็กชนิดต่าง ๆ จำนวนมาก ถือว่าเป็นสมัยยุคเหล็กตอยปลายเชื่อมต่อสมัยมวารวดี
       สมัยยุคเหล็กเป็นช่วงที่ชุมชนอาศัยพื้นที่ราบทำการเกษตรกรรม   ปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์ไว้ใช้งาน และแม้ว่าชุมชนเหล่านี้จะอาศัยที่ราบทำการเพาะปลูก แต่ด้วยระบบความเชื่อและเพื่อความปลอดภัย ทำให้เกิดชุมชนในที่สูงตามบริเวณเทือกเขาภูพานเกิดศิลปะถ้ำที่มีทั้งการขีดเขียนหรือการเซาะร่องลงในแผ่นหินทราบและภาพเขียนสีตามเพิงผาอย่างเช่น ภาพสลักผาหินที่ถ้ำผาลาย ภูผายนต์ ในเขตบ้านนาผาง     ตำบลกกปลาซิว นับเป็นแหล่งภาพสลักหินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถ้ำพระด่านแร้ง ในเขตบ้านห้วยหวด     ตำบลจันทร์เพ็ญ อำเภอเต่างอยและภาพเขียนสีที่ถ้ำผักหวาน    บ้านภูตะคาม      ตำบลท่าศิลา       อำเภอส่องดาวแหล่งโบราณคดีเหล่านี้ล้วนอยู่ในเทือกเขาภูพานทั้งสิ้น
         ยุคเหล็กจึงเป็นยุคสำคัญเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชุมชนเข้าสู่การผลิตเครื่องมือเหล็กที่มีคุณภาพคงทนกว่าสำริดและสามารถหาทรัพยากรธรรมชาติโดยง่ายบริเวณเทือกเขาภูผาเหล็กซึ่งเป็นแหล่งชุมชนที่เชื่อมต่อวัฒนธรรมบ้านเชียงและเป็นคำตอบว่า เหตุใดจึงเกิดการกระจายตัวของชุมชน จากบ้านเชียงเข้าสู่เทือกเขาภูพานแถบสกลนครมนุษย์มีความเชื่ออันเกิดจากศรัทธามาเป็นเวลาช้านานมาทุกยุคทุกสมัยศิลปะถ้ำอันเกิดจากชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์       ก่อนที่พุทธศาสนาเข้ามาอาจเชื่อ   ในระบบภูติผี วิญญาณ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว และคติแห่งการเกิดความอุดมสมบูรณ์ของเผ่าพันธ์และพืชพันธุ์ธัญญาหาร    สิ่งเหล่านี้จึงปรากฎในศิลปะถ้ำ   เพียงแต่ขาดการศึกษาในระดับลึกเท่านั้น     เมื่อมนุษย์กลุ่มใหม่เข้ามาพบเห็นภาพศิลปะ      ก็อาจจินตนาการรจนาเรื่องราวให้สอดคล้องกับความเชื่อของตน จึงมีการเล่าขานกันต่อกันมาเป็นวรรณกรรมมุขปาถะและวรรณกรรมลายลักษณ์ขึ้น เรื่องอันเกี่ยวกับภูผายนต์นี้ชาวบ้านเชื่อว่า      เป็นที่อยู่ผีที่ให้คุณซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเรื่องนิทานเจ้าตนผู้วิเศษ    ของชาวผู้ไทยเมืองวัง   ที่ได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งที่กุดสิมนารายณ์และบ้านพรรณานิคม เมื่อ พ.ศ. 2387 ซึ่งภายหลังเชื่อว่า เจ้าตนผู้วิเศษได้เข้าสิงสู่ผู้หญิงในหมู่บ้านนางผู้นั้นจึงได้ชื่อว่านางเทียม ผู้คนทั้งหลายไม่เรียกว่าเจ้าตนผู้วิเศษแต่เรียกว่าเจ้าถลาเจ้าผู้ข้า เจ้าภูเขากล้า เจ้าฟ้ามุงเมือง แต่คนทั่วไปเรียกสั้น ๆ ว่าถลาหรือมเหสักข์ อันเป็นชื่อทรงเกียรติเมื่อเจ้าถลาเข้าทรงเป็นนางเทียมแล้ว ชาวบ้านเมืองจึงได้สร้างหอประดับประดาด้วย เครื่องอุปโภคบริโภค    แต่งเครื่องสักการะนำไปอัญเชิญองค์มเหสักข์ที่วังสามหมอให้เสด็จมาประทับที่หอนั้นและเรียกว่าหอมเหสักข์    เพื่อดูแลคุ้มครองผู้นับถือกลายเป็นประเพณี บูชามเหสักข์มาจนทุกวันนี้
       การผลิตเกลือสมัยก่อนประวัติศาสตร์
         แหล่งทรัพยากรธรรมชาติเหล็ก   เป็นปัจจัยสำคัญดึงดูดผู้คนให้เคลื่อนย้ายเข้าสู่บริเวณสกลนคร   และเกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดของชุมชนหมู่บ้านมาตั้งแต่สมัยโบราณในราว 300 ปีก่อนพุทธสศักราชมาแล้ว   ในเวลาต่อมาทรัพยากรธรรมชาติอีอย่างหนึ่งที่ดึงดูดประชากรให้เข้ามาทำอุตสาหกรรม      นับต่อเนื่องจากสมัยการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้    เหล็กคือ  เกลือซึ่งเป็นสิ่งทีทจำเป็นต่อการดำรงชีวิต   และบางแห่งเท่านั้นที่เป็นชั้นเกลืออยู่ใต้ดินจำนวนมากๆมิได้พบทั่วไปในภาคอีสาน
       การสำรวจของนักโบราณคดีในช่วง   พ.ศ  2538-2539   พบว่าบริเวณระหว่างพื้นที่ในเขตที่ลำน้ำยามไหลลงลำน้ำสงคราม   และน้ำอูน ในเขตเภอนาหว้า   จังหวัดนครพนม  และอำเภออากาศอำนวย       จังหวัดสกลนคร        มีโพนเกลือซึ่งเกิดจากการทับถมภาชนะดินเผาต้ม-เกลือกองสุมกัน   เป็นโพนขนาดใหญ่ถึง  9     แห่ง      สภาพพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ดินเค็มจัด
บางแห่งมีน้ำเกลือใต้ดินพุขึ้นมาแต่ในปัจจุบันชาวบ้านยังได้ตักน้ำเกลือไปต้มผลิตเกลือขายเป็นรายได้ในช่วงฤดูแล้ง
          แหล่งโพนเกลือทั้ง   9  แห่ง คือที่วัดโนนสวรรค์   บ้านเม่นใหญ่  ตำบลอากาศ   อำเภออากาศอำนวยจังหวัดสกลนคร   ที่สำนักสงฆ์โพนช้างขสวสันติธรรม   เนินดินแห่งนี้อยู่ห่างจากวัดโนนสวรรค์มาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 1 -2 ก.ม. ที่โนนส้มโฮง   บ้านท่าเรือ   ตำบลท่าเรือ     อำเภอนาหว้า    จังหวัดคนรพนม    ที่โพนแต้     บ้านท่าเรือ   ตำบลท่าเรือ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม   ที่โพนกอก   บ้านท่าเรือ     ทำเภอนาหว้า   จังหวัดนครพนม  ที่โพนตุ่น   บ้านบะหว้า  ตำบลท่าเรือ   อำเภอนาหว้า    จังหวัดนครพนม   ที่โนนจุลณี    บ้านบะหว้า     ตำบลท่าเรือ    อำเภอนาหว้า  จังหวัดนครพนม   ที่วัดโพธ์เครือ  บ้านเสี่ยว   ตำบลบ้านเสี่ยว  อำเภอนาหว้า   จังหวัดนครพนม   ที่สำนักสงฆ์ร้างโนนหัวแข้-สันติธรรม   บ้านเสี่ยว  อำเภอนาหว้า   จังหวัดนครพนม  
           แม้ว่าการพบโพนดินขนาดใหญ่ทั้ง   9  แห่ง   ซึ่งเกิดจากภาชนะเครื่องปั้นดินเผาที่คาดว่าจะเป็นภาชนะต้มเหลือด้วยความร้อนจนร้าวเมื่อน้ำเกลืองวดแห้งจึงต้องทิ้งเป็นภาชนะกองเป็นเนินดินก็ตาม       แต่ปัจจุบันเนินดินแห่งนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์จากนักโบราณคดี  นักธรณีวิทยาแต่อย่างใด
        อย่างไรก็กีนักโบราณคดี   เชื่อว่าเศษภาชนะลายเชือกทาบแบบบ้านเชียงตอนปลายที่พบ
ในบริเวณนี้     จะเป็นหลักฐานสำคัญที่พอจะอนุมาณได้ว่าบริเวณนี้    น่าจะเป็นชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์    ประกอบกับเศษภาชนะ   ซึ่งเป็ฯส่วนหนึ่งของหม้อบรรจุเกลือที่พบแสดงหลักฐานกรรมวิธีในการต้มเกลือ เช่นเดียวกับที่พบในแอ่งโคราชที่ผลิตเกลือส่งออกจำหน่ายในชุมชนเขมรโบราณอาณาจักรเจนละบก ไม่แตกต่าง จากเกลือจากแอ่งโคราชซึ่งมีผลิตส่งไปขายอาณาจักรเขมรตลอดมาจนถึงสมัยทวารวดีและสมัยลพบุรี
        สกลนครสมัยทวารวดี
        วัฒนธรรมทวารวดี      เป็นวัฒนธรรมที่ได้รับจากการติดต่อกับอินเดีย    แล้วพัฒนาการขึ้นเป็นบ้านเมือง ในดินแดนประเทศไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12   เป็นต้นมาโดยที่บ้านเมืองเหล่านี้เคยเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมดั้งเดิม   ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์   มาแล้วเป็นส่วนใหญ่
          จากหลักฐานโบราณคดี   สามารถยืนยันได้ว่า    ระหว่างพุทธศตวรรษที่   12 - 16บ้านเมืองในภาคอีสานได้เจริญขึ้นเต็มที่แล้ว      โดยได้รับอารายธรรมด้านศาสนาการปกครองตลอดจนระเพณีบางอย่างจากอินเดีย  แพร่หลายผ่านญวนและเขมรขึ้นไปตามลำน้ำโขงทางหนึ่งและอีกทางหนึ่งผ่านภาคกลางที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามายังภาคอีสานอีก   2    เส้นทาง  คือผ่านช่องเขาในเขตเทือกเขาเพชรบูรณ์   ละแวกลำนารายณ์ชัยบาดาลเข้าสู่ลำน้ำมูล    ลำน้ำชีทำให้อิทธิพลทวารวดีแพร่ไปยังเขตชัยภูมิ   ขอนแก่น  มหาสารคาม   กาฬสินธุ์  และสกลนคร  อีกเส้นทางหนึ่งผ่านไปทางช่องเขาพนมดงรักด้านตาพระยาอรัญประเทศเข้าสู่ลำน้ำมูลด้านจังหวัดบุรีรัมย์
        เนื่องจากในช่วงที่อิทธิพลทวารวดีเผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยนั้น    ในช่วงตั้งแต่พุทธศตวรรษที่    15-16    อิทธิพลขอมศิลปะแบบลพบุรีก็เผยแพร่เข้ามาด้วยจึงทำให้ศิลปกรรมแบบทวารวดีได้รับอิทธิพลขอมไปด้วย โดยแสดงในอิทธิพลการนับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน
        ในด้านประวัติศาสตร์ศิลปะมีความเห็นจากหลักฐานโบราณวัตถุที่พบโดยแข่งออกเป็น3 แบบ   คืออย่างแรก   ราวพุทธศตวรรษที่   11-13   ศิลปะทวารวดี   ได้รับอิทธิพบศิลปะแบบคุปตะและหลังคุปตะในอินเดีย   รูปแบบที่สอง   ระหว่างพุทธศตวรรษที่  13-16   พุทธศาสนามหายานได้เผยแพร่เข้าไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประติมากรรมรุปเคารพจึงเป็นคติมาหายาน มีการขุดพบรูปพระโพธิสัตว์ได้จำนวนมาก        ในข้อสุดท้ายระหว่างพุทธศตวรรษที่   15-18   ศิลปะทวารวดีได้รับอิทธิพลเขมรโบราณแบบปาปวน    อย่างไรก็ดีรูปแบบศิลปะดังกล่าวยังผสมผสานกับศิลปะท้องถิ่นเช่น  รูปแบบเสมาหินในภาคอีสาน   ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไป
        หลักฐานทางโบราณคดี      สมัยทวารวดีในเขตสกลนคร     มีหลายแห่งตามบริเวณเทือกเขาภูพาน  ที่ถูถ้ำพระบ้านหนองสะไนอำเภอกุดบาก        พระพุทธรูปดินดิบพิจารณาพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี     มีพระพุทธไสยาสน์     สมัยทวารวดี แกะสลักที่หน้าผาหินทรายส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน       ในบริเวณวัดเชิงดอยเทพรัตน์บ้านม่วง  และในเขตรอบ  
หนองหารหลวงพบพระพุทธรูปทวารวดี      ปางสมาธิมารวิชัย     ที่วัดมหาพรหมเทโวโพธิราช ริมหนองหาร   บริเวณนี้นับเป็นชุมชนเก่าที่มีผู้อยุ่อาศัยต่อเนื่องกันมาโดยตลอดนับจากสมัยทวารวดีสมัยลพบุรีและสมัยล้านช้าง        นับเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญนอกจากมีหลักฐานพระพุทธรูปแล้วยังปรากฏเสมาหิน    8    ทิศ   ปักที่เนินดินแสดงเขตพิธีกรรม

        แหล่งที่พบเสมาหินในสกลนคร   มีจำนวนหลายแห่ง   เช่น   บริเวณวัดพระธาตุเชิงชุม   บริเวณโพนดอนหินบ้านผักขะย่า ตำบลขมิ้น ในเขตลำน้ำอูน และในเขตวัดดอนกรรม    บ้านพันนา   อำเภอสว่างแดนดินเป็นที่น่าสังเกตว่า   ในบริเวณรอบ ๆ   หนองหารพบเสมาหินจำนวนมาก   เสมาหินบางหลักบ่งบอกว่าเป็นเสมาหินสมัยทวารวดี   ตอนปลาย   ทั้งนี้โดยสังเกตลวดลายใบไม้ประดับหม้อน้ำแกนกลางองค์สถูป   มีลวดลายวิจิตรพิศดารมากขึ้นกว่าเดิม
        รศ. ศรีศักร  วัลลิโภดม   นักโบราณคดีผู้ศึกษาเรื่องเสมาหิน   มีความเห็นว่าเสมาหินวัฒนธรรมสมัยทวารวดี  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำหน้าที่   3  อย่างคือ   กำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์โดยล้อมรอบเขตพิธีกรรมในพุทธศาสนา   สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาแล้ว   นำไปปักไว้ในเขตตศักดิ์สิทธิ์ โดยล้อมรอบเขตพิธีกรรมของพุทธศาสนาและสร้างเสมาหินขนาดใหญ่   ทำหน้าที่แทนพระสถูปเจดีย์
      อย่างไรก็ดี  การสร้างเสมาหินล้อมรอบเขตศักดิ์ในพุทธศาสนา   ได้ขยายหน้าที่เป็นการปักล้อมรอบเขตโบราณสถานแม้ในสมัยลพบุรี   รูปแบบเสมาหินในแถบสกลนครมีขนาดไม่สูงนัก แกนกลางสลักเป็นรูปพระสถูปมีหน้าน้ำแสดงความอุดมสมบูรณ์นอกจากจะพบเสมาหินแบบดังกล่าวในเขตสกลนครแล้วยังพบในเขตธาตุพนม การพบเสมาหินจำนวนมากในชุมชนขนาดใหญ่แสดงให้เห็นว่า   การตั้งเป็นบ้านเมืองได้เริ่มแล้วในสกลนคร   ในยุคทวารวดีประมาณ     1000   ปีก่อนพุทธศักราช ก่อนที่จะเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่  ในพุทธศตวรรษที่    15 -16     โดยอิทธิพลขอม
        สกลนครในสมัยลพบุรี
         เป็นที่ทราบโดยหลักฐานทางโบราณคดีว่า   ดินแดนภาคอีสานมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรขอมอย่างมากในช่วงพุทธศตวรรษที่    16-18     ทำให้มีการรับวัฒนธรรมแบบขอมทั้งในด้านอำนาจการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและศาสนา   โดยเฉพาะในพุทธศตวรรษที่   16     เมืองลพบุรีเป็นศุนย์กลางอำนาจ
ที่สำคัญส่งผลให้บ้านเมือง ในภาคอีสานมีรูปแบบศิลปะขอมตามแบบอย่างในลพบุรี       จึงมีผู้เรียกอิทธิพลขอมในภาคอีสานว่า   ศิละปะขอมนั่นเอง
      อย่างไรก็ตาม   ผู้คนในชุมชนอีสานมีความสัมพันธ์กับชุมชนในอานาจักรขอมโบราณมานานแล้วนับแต่พุทธศตวรรษที่ 12   เมื่อชุมชนในภาคอีสานได้รับอิทธิพลทวารวดีก็รับอิทธิพลขอมมากด้วย   และทั้งทวารวดีและขอมต่างก็ส่งอิทธิพลให้กันและกันมาโดยตลอดส่วนหนึ่งเกิดจากการผลิตเกลือในบริเวณแอ่งโคราชนำไปขายในดินแดนที่เรียกว่า   "เจนละบก"
       การขายอิทธิพลทางการเมืองของเขมรนับจากพุทธศตวรรษที่   16   เป็นต้นไปขยายไปเป็นบริเวณกว้างขวางในภาคอีสานและภาคกลางของประเทศไทยดังปรากฏมีโบราณวัตถุโบราณสถานที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่ลุ่มน้ำมุลและลุ่มแม่น้ำโขง   เกิดการพัฒนาจากชุมชนเป็นบ้านเมืองแตกต่างไปจากสมัยทวารวดี
            ในขณะที่ชุมชนขยายใหญ่ขึ้น   ปัญหาก็ตามมาโดยเฉพาะแหล่งน้ำ   ขอมจึงนำเทคโนโลยีการกักเก็บน้ำมาแก้ปัญหา   โดยขยายชุมชนขึ้นสุ่ที่สูงตามไหล่เขา   แล้วขุดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อรับน้ำจากที่สูงหรือเมื่อน้ำไหลท่วมท้นก็กักเก็บน้ำไว้ใช้   โดยการปล่อยน้ำให้ชุมชนทำการปล่อยน้ำให้ชุมชนทำการเกษตรได้   การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้ได้ผลต้องอาศัยศาสนสถานเป็นเครื่องเหนี่ยวนำดังเหตุนี้ขอมจึงนิยมสร้างศาสนสถานอันเป็นศูนย์กลาง   การปกครองให้คนอยู่รอบ ๆ   ที่ไหนมีปราสาท   ที่นั่นมีอ่างเก็บน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภคและแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร   นับเป็นเทคโนโลยีสูงสุดในยุคนั้น
        นอกจากการสร้างปราสาทเป็นศาสนสถาน   เพื่อบูชาเทพเจ้าตามลัทธิพราหมณ์หรือพุทธศาสนามหายานแล้วการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น   แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของขอมคือการสร้างโรงพยาบาลที่เรียกว่า   อโรคยศาลตามริมทางเป็นระยะในรูปแบบปราสาทหรือกู่เพื่อให้ประชาชนผู้เจ็บป่วยรักษากับแพทย์ผู้ชำนาญการ   จึงนับว่าขอมเป็นผู้สร้างอารยธรรมแบบชุมชนเมืองให้เกิดขึ้นในภาคอีสาน
          สกลนคร   หรือ    เมืองหนองหารหลวงถือว่าเป็นเมืองที่ได้รับอิทธิพลขอมเต็มที่ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีและจารึกอักษรขอมหลายแห่ง   นอกจากนี้ยังมีตำนานบ้านเมืองที่กล่าวอ้างถึงพญาขอมผู้ตั้งเมืองแห่งนี้   จึงนับว่าเป็นเมืองที่มีหลักฐานมากที่สุดในเขตอีสานตอนบน   นับจากตัวเมือง
ที่สามารถเห็นได้จากภาพถ่ายทางอากาศเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส    มีคูเมือง  2 ชั้น   เลียบขนานกันไปจรดหนองหารหลวง แต่สภาพคูเมืองในปัจจุบันถูกบุกรุกทำลายเปลี่ยนแปลงเป็นถนนและบ้านเรือนราษฏรจนเกือบไม่เหลือหลักฐานไว้ให้ศึกษา
             ในด้านศาสนสถาน   สกลนครมีศาสนาสถานทั้งที่เป็นปราสาท   พระธาตุ   หลักศิลาจารึกหลายแห่ง   แบ่งบอกให้เห็นถึงความเคารพนับถือลัทธิต่าง       เช่น   พุทธศาสนมหายานลัทธิฮินดู (พราหมณ์) แสดงถึงความอิสระเสรีในการนับถือศาสนา   ลัทธิโดยไม่ถูกบับบังคับ
     ศาสนสถานที่สำคัญ     มีดังนี
      ภูถ้ำพระ   บ้านหนองสะไน    อำเภอกุดบาก   เป็นศาสนสถานที่อยู่บนเทือกเขาภูพานต้นน้ำพุงและน้ำอูนมีศิลาจารึกภาษาขอมระบุถึงการมาสร้างวัดในพุทธศาสนา   ในพุทธศตวรรษที่16
       ปราสาทพระธาตภูเพ็ก   บ้านนาหัวบ่ออำเภอพรรณานิคมเป็นศาสนสถานที่สร้างบนภูเขาสูงในภาคอีสานตอนบนเรือนธาตุของปราสาท   ตั้งอยู่บนฐานปัทม์ก่อนข้างสูงพบแท่งศิวลึงค์ จึงสันนิษฐานว่าเป็นโปราณสถานเนื่องใ่นลัทธิไศวนิกายในพุทธศตวรรษที่     16-17 
       พระธาตุเชิงชุม  เป็นโบราณสถานเก่าแก่คู่บ้านเมือง   ภายในองค์พระธาตุสี่เหลี่ยมศิลปะลานช้าง   มีพระสถูปขอมอยู่ภายใน  มีทางเข้าด้านทิศตะวันออก   ซึ่งอยู่ภายในพระอุโบสถ  พบแผ่นศิลาจารึกอักษรขอม  ปลายพุทธศตวรรษที่  16   เขียนข้อความระบุการอุทิศที่ดิน   ข้าทาส  ให้เป็นที่สร้างเทวสถานแห่งนี้
       พระธาตุดุม  เป็นปราสาทอิฐ   มีทับหลังสมัยคลังอยู่ทิศใต้   และพบจารึกข้อความกล่าวถึงพระภิกษุรูปหนึ่งมาบูรณะพระธาตุแห่งนี้
      ปราสาทพระธาตุนารายณ์เจงเวง  เป็นศาสนสถานในคติขอมอย่างชัดเจนทั้งนี้เพราะปรากฏทับหลังเป็นภาพศิวนาฏราชด้านทิศตะวันออกส่วนทับหลังเป็นภาพศิวนาฏราชด้านทิศตะวันออก   ส่วนทับหลังด้านทิศเหนือเป็นพระวิษณุจากลักษณะเครื่องแต่งกายบ่งบอกว่า   โบราณสถานแห่งนี้อยู่ในศิลปะสมัยปาปวน   พุทธศตวรรษที่16
     ปราสาทบ้านพันนา  อำเภอสว่างแดนดิน   รูปแบบปราสาทหลังนี้คล้ายกับอโรคยศาล ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่   7    ซึ่งอาจเป็นศาลาหลังหนึ่งตามเส้นทางจากเมืองหนองหารหลวงไปสู่หนองหารกุมภวาปีไปสู่เวียงจันทร์
     วัดแดนโมกษาวดี    บ้านพานพัฒนา เป็นแหล่งที่พบหลักฐานการทำแท่นรูปเคารพ แกะด้วยหินทรายจำนวนมาก   แท่นรูปเคารพเหล่านี้อาจเป็นแท่นโยนีโธรณะเพื่อบูชาศิวลึงค์   ตามลัทธิไศวนิกาย  หรือปักบูชาเทวรูป   พระพุทธรูปในลัทธิมหายาน
     วัดพุทธไสยาสน์   ภูค้อเขียว  อำเภอวาริชภูมิ   เป็นแหล่งที่พบศิลาจาลึกอักษรขอมโบราณอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่   15-16    สลักไว้ในแผ่นเสมาหิน   ข้อความกล่าวถึงการสร้างหนทางขึ้นในวันเสาร์ขึ้น  8 ค่ำ เดือน 5 ปีมะโรงข้อความดังกล่าวแสดงหลักฐานการมีศาสนสถานในพุทธศาสนานิกาย
มหายาน    บนเทือกเขาภูพานนอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปแกะไม้   สวนหมวกตามแบบขอมมหายานอีก 1 องค์  ในวัดแห่งนี้
         จากหลักฐารด้านศาสนาสถานและศิลาจารึกภาษาขอมทั้ง   2 หลักนี้   ทำให้สรุปได้ว่าอิทธิพลขอมได้เข้ามาสู่สกลนครมานแล้ว   และมีอำนาจทางการเมือง   ทางวัฒนธรรมอย่างมากในช่วงพุทธศตวรรษ   ที่   15-16   โดยเฉพาะพุทธศตวรรษที่   17 เป็นช่วงทีอิทธิพลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7     (พ.ศ. 1724-1761) ได้แผ่ขยายเข้ามาในบริเวณหนองหารหลวงเพื่อเชื่อเส้นทางเสรษฐกิจการเมืองข้าสู่เวียงจันทร์ นอกจากนี้การที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน จึงทำให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรื่อง มีการสร้าง
วัดตามเชิงเขา นักโบราณคดีบางคนมีความเห็นว่าโบราณสถานหลายแห่งในสกลนครน่าจะสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แต่เมื่อสิ้นรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7แต่เมื่อสิ้นรัชสมัยพระองค์อำนาจการเสื่อมและวัฒนธรรมแบบขอมก็เสื่อมถอย บางแห่งสร้างไม่แล้วเสร็จ
 ตำนานกำเนิดหนองหารหลวง
         ตามความเชื่อที่ว่าแต่เดิมขอมปกครองเมืองนี้มาก่อน ยังปรกกฏในตำนานนิทานพื้นบ้านเล่าสืบกันมาจนทุกวันนี้คือ ตำนานฟานด่อนหรือเก้งเผือกและนิทานเรื่องกะฮอกด่อน หรือกระรอกเผือก ตำนานฟานด่อนเป็นตำนานที่ปรากฏอยู่ในหนังสืออุรังคนิทาน เป็นเรื่องอธิบายสาเหตุที่เมืองเก่าซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณท่านางอาบ บ้านท่าศาลา       บ้านน้ำพุ ริมหนองหารถล่มล่มลงในหนองหารและแล้วมีการสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่บริเวณธาตุเชิงชุมอีกฝั่งหนึ่งของหนองหาร โดยพระยาสุวรรณภิงคารโอรสพญาขอมตำนานเรื่องนี้ ยังมีความสอดคล้องกับชื่อหมู่บ้านอีกหลายแห่งริมหนองหาร จึงทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จนถือกันว่า เมื่ออยู่ในหนองหารไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้จะได้รับอันตราย เรือจะล่ม ถูกเงือกทำร้าย หรือหาปลาไม่ได้ผล
          ในส่วนนิทานกะฮอกด่อนแม้ว่าจะเป็นการอธิบายการเกิดหนองน้ำขนาดใหญ่ทั่วไปก็ตาม แต่ชาวสกลนครก็เชื่อว่านิทานเรื่องนี้เป็นที่มาของการถล่มทลายหนองหาร ซึ่งเกิดการกระทำของพญานาค
          นอกเหนือจากนี้มีเรื่องเล่าทั้งสองเรื่องข้างต้นแล้วยังมีเรื่องการสร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวงและพระธาตุภูเพ็กเป็นโบราณสถานสำคัญทั้ง   2   องค์เพื่อประดิษฐานพระอุรังคธาตุกล่าวคือ การสร้างพระธาตุนารายณ์เจงเวงและพระธาตุภูเพ็กไว้ตอนหนึ่งว่าหลังจากถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้าสิ้นสุดลงแล้ว พญาสุวรรณภิงคารและพญาคำแดงเจ้าเมืองหนองหาร และเมืองหนองหารน้อยนรู้ข่าว     จึงสั่งไพร่พลสกัดหินมุกด์ หินแลงมากองไว้เพื่อเตรียมก่อพระเจดีย์บบจุพระธาตุ (ต้นฉบับเรียกอูบมุง)     บนยอดดอยแท่นซึ่งเป็นสถานที่ พระพุทธองค์เคยเสด็จมาประทับในกาลก่อน
          ปรากฏว่าได้เกิดการพนันขึ้น ในหมู่ไพร่พลที่มาก่อเจดีย์ ฝ่ายชายชาวเมืองหนองหารหลวงจะก่อพระเจดีย์ดอนแท่นฝ่ายหญิงจะให้ก่ออีกเจดีย์หนึ่งจนถึงดาวเพ็ก(ดาวพระศุกร์) ขึ้นของคนนั้น ฝ่ายใดก่อเสร็จก่อน เจดีย์นั้นจะได้เป็นที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ   เมื่อผ่ายหญิงเห็นว่างานของฝ่ายชายใกล้จะสำเร็จลุล่วงจึงออกอุบายพากันแต่งตัวสวยงามออกไปยั่วยวยพวกผู้ชายที่กำลังขนหินให้ละทิ้งหน้าที่และมาช่วยก่อเจดีย์ให้ฝ่ายหญิงจนเสร็จ
            พญาสุวรรณภิงคาร   เมื่อทรงทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว   ก็ทรงกริ้วหญิงชาวเมืองเป็นยิ่งนักถึงกับตรัสว่า   จะทรงลงโทษแก่หญิงทั้งหลาย   พระมหากิสสปสดับดังนั้น   จึงตรัสเทศนาธรรมเตื่อนพญาสุวรรณภิงคารจนได้สติ ไม่ลงโทษฝ่ายหญิ่ง   แต่มหากิสสปเถระนำพระอุรังคธาตุไปประดิษฐานไว้ที่ภูกำพร้า   ตามคำสั่งของพระพุทธเจ้า
          บรรดาหญิงทั้งหลายพากันเข้ามาไหว้พระมหากัสสป    อ้อนวอนขอพระอุรังคธาตุไปประดิษฐานยังเจดีย์ที่ก่อเสร็จแล้วพระมหากัสสปเถระจึงให้พระอรหันต์กลับไปนำเถ้าอังคารพระพุทธเจ้ามาพรรจุแทนเจดีย์นี้มีชื่อว่า    "พระธาตุนารายณ์"ปัจจุบันเรียกกันว่า  "ธาตุนรายณ์เจงเวง"ส่วนเจดีย์ของฝ่ายชายเรียกว่า "พระธาตุภูเพ็ก"   มาจนถึงทุกวันนี้
             พระธาตุเชิงชุม   เจ้าภิงคาร   เจ้าคำแดงก็พาญาติวงค์   บ่าวไพร่   ขี่แพข้ามมาตั้งพักพบกำลังโยธาอยู่โพนเมืองริมหนองหารหลวงด้านทิศใต้   เจ้าภิงคาร   เจ้าคำแดงพร้อมด้วยเสนาอำมาตย์   ไปตรวจหาชัยภูมิที่จะตั้งบ้านสร้างเมืองเห็นว่าคูน้ำลอดเชิงชุมเป็นที่ชัยภูมิดีและเป็นที่ประชุมรอยพระพุทธบาทด้วยเจ้าภิงคารจึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่าข้าพเจ้าจะพาครอบครัวมาตั้งบ้านสร้างเมืองขึ้นที่คูน้ำลอดนี้เพื่อปฏิบัติรอยพระพุทธบาทด้วยขอให้เทพยดาผู้มีฤทธิ์จงช่วยอภิบาลบำรุงให้บ้านเมืองวัฒนาถาวรต่อไป
        ในขณะนั้นพระยานาคตัวหนึ่งชื่อว่าสุวรรณนาค   ซึ่งเป็นผู้รักษารอยพระพุทธบาททำฤทธิ์เกล็ดเป็นทองคำผุดขึ้นมาจากพื้นพสุธาดล   อภิเศกให้เจ้าภิงคารเป็นเจ้าเมืองหนองหานหลวง   ให้พระนามว่าพระยาสุวรรณภิงคาร  ก็ได้ราชาภิเศกกับพระนางนารายณ์เจงเวงราชธิดาเจ้าเมืองอิทปัฐนครเป็นเอกมเหสี   พระยาสุวรรณภิงคารได้ครองเมืองโดยสวัสดิภาพ

       ความสำคัญของพระธาตุเชิงชุมตามอุรังคนิทานคือเป็นที่ประชุมรอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว 4 พระองค์ และเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทะเจ้าพุทธโคดมเสด็จปรินิพาน5000 พรรษาแล้วยังจะมีพระศรีอริยเมตไตรย์เจ้าอีกองค์หนึ่งที่ จะมาประทับรอยพระบาทจึงจะหมดภัทรกัปพระธาตุเชิงชุมจึงมีความสำคัญต่อชาวสกลนคร และพุทธศาสนิกชนด้วยประการนี้
          สกลนครสมัยล้านช้าง
        เมื่อสื้นรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่   7 (พ.ศ. 1761)แล้ว อิทธพลของเขมรในภาค   อีสานก็ค่อย ๆเสื่อมลง  การก่อตัวของอาณาจักรล้านช้างในลุ่มน้ำโขงที่ขยายอำนาจทางการเมืองและการเผยแพร่พุทธศาสนาเถรวาทเข้าแทนืที่อิทธิพลศาสนาฮินดูและพุทธศาสนามหายาน
         แม้ว่าขอมจะเสื่อมอำนาจไปแล้วก็ตามแต่ชุมชนในสกลนครที่เคยรุ่งเรื่องก็ยังมีผู้คนอาศัยอยู่ดงปรากฏหลังฐานศิลาจารึกที่พระธาตุร้าง บริเวรสถานเลี้ยงเด็กก่อนเกณฑ์บ้านท่าแร่   อำเภอพังโคน  จ.ศ. 712  ตรงกับ พ.ศ. 1893   ซึ่งตรงกับปีที่พระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา ระบุถึงสมณะสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เข้ามาสร้างวัด   นับเป็นศิลาจารึกภาษาไทยน้อยเก่าที่สุดในสกลนคร   ชุมชนแหล่ง อื่น ๆก็คงมีผู้คนอยู่ทั่วไป   โดยเฉพาะเมืองหนองหารหลวงต้องมีผู้คนจำนวนมาก จึงปรากฏว่า   เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้มมีอำนาจในอาณาจักรล้านช้าง(พ.ศ. 1893-1926) พระองคืได้แผ่อำนาจรวบรวมหัวเมืองลุ่มแม่น้ำโขงทั้งสองฝั่ง ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้สำเร็จ ขยายอำนาจมาถึงภูเขาดงพญาเย็นและเทือกเขาเพชรบูรณ์   ตามพงศาวดารลาวระบุชื่อเมืองใหญ่น้อยหลายเมืองที่ทรงยกทัพเข้าตี   เช่น  เมืองร้อยเอ็ด ในจำนวนนี้มีเมืองหนองหารหลวงหรือ   เมืองสกลนครต้องเป็นเมืองใหญ่   จึงต้องปราบปรามให้ขึ้นต่อหลวงพระบางของพระเจ้าฟ้างุ้ม
        ในช่วงพุทธศตวรรษที่  20-23   กษัตริย์อาณาจักรล้านช้าง  3  พระองค์ได้แพร่อำนาจบารมีทางพุทธศาสนาเข้าสู่ชุมชนภาคอีสาน   บริเวณริมฝั่งขวาแม่น้ำโขง   พระเจ้าโพธิสารราช  (พ.ศ. 2063- 2093) ได้ทรงสร้างวัดในเขตหนองหารดังปรากฏการระบุชื่อพระเจ้าโพธิสารราชที่ศิลาจาตึกบ้านโพนงามท่าในสมัยพระเจ้าชัยเชษฐาธิราช(พ.ศ. 2093-2114) เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงราชธานีจากหลงพระบางมาเป็นนครเวียงจันทร์   พระองค์เสด็จมาบูรณะพระธาตุพนมแล้วยังเชื่อว่า   พระองค์ยังเสด็จมาบุรณะพระธาตุเชิงชุม  ทรงก่อพระธาตุเจดีย์ทรทรงเหลี่ยมลดชั้นจนมีรูปทรงสวยงามเป็นการนำรูปแบบสถาปัตยกรรมอยุธยามาใช้ผสมผสานกับสถาปัตกรรมอยุะยามาใช้ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมล้านช้างได้อย่างลงตัว
       ความเจริญของบ้านเมือง
          สกลนครในช่วงนี้คาดว่าต้องมีความมั่นคั่งมากพอสมควรมีชุมชนใหญ่อยู่ตามลำน้ำสงครามเพราะพบหลักฐานการผลิตเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งประเภทไหขนาดต่าง     มีทรากเตาเผาเรียงรายทั้งสองฟากฝั่งลำน้ำสงครามไม่น้อยกว่า   90  เตา   ตั้งแต่บริเวณบ้านหาดแพง อำเภอศรีสงคราม  จังหวัดนครพนม   ไปจนถึงบ้านนาหวาย   อำเภออากาศอำนวย   จังหวัดสกลนคร   เป็นระยะทาง ตามลำน้ำที่คดโค้งราว    90  กิโลเมตร   ภาชนะไหเนื้อแกร่งเหล่านี้นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นไหสำหรับบรรจุกระดูกผู้ตายในพิธีกรรมความเชื่อว่าเป็น ไหสำหรับบรรจุกระดูกผู้ตายในพิธีกรรมความเชื่อการฝังศพครั้งที่    2   ที่ชาวบ้านเรียกว่าไหกระดูกจึงนับว่าบริเวณศรีโคตรบูรณ์ต้องเป็นแหล่งที่
เป็นแหล่งที่เป็นชุมชนใหญ่มีการผลิตไหส่งออกแลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายจำนวนมากตั้งแต่ยุคนั้นทั้งนี้โดยการเทียบอายุกับแหล่งผลิตไหที่เมืองศรีสัตนาคใกล้เวียงจันทน์ซึ้งนักโบราณคดีเชื่อว่ามีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่    21-22
         ในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมนิกราช   (พ.ศ2180-2237)   เป็นกษัตริย์ที่ส่งพระราชวงศ์ไปปกครองเมืองนครพนม    และขณะเดียวกันก็ทรางส่งสมณะฑูนมาสร้างวัดในเขตเมืองหนองหาร   ดังปรากฏในศิลาจารึกวัดมหาพรหมเทโวโพธิราชทรงสร้างเมืองเชียงใหม่หนองหารคามเขต   และกัลปนาที่ดินพร้อมข้าทาส   ใน  พ.ศ.  2179     โดยอุทิศแด่พระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราช
         จากหลักฐานศิลาจารึกอีกหลายหลักฐานที่พบในสกลนคร   เช่น    ศิลาจารึกไชยอารามอำเภอสว่างแดนดิน   พ.ศ. 2167  ศิลาจารึกบ้านแร่   อำเภอพังโคน  พ.ศ. 2203     ศิลาจารึกถ้ำอาจารย์พา       ดอนอ่างกุ้ง   อำเภอโคกศรีสุพรรณ  พ.ศ.  2443   หลักฐานเหล่านี้บ่งบอกถึงความเจริญของชุมชนเหล่านี้ที่พัฒนาเป็นชุมชนขนาดใหญ่   มีการสร้างวัดวาอารามซึ่งเชื่อว่าเป็นชุมชน
ของกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายมาจากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงนั่นเอง
          การเคลื่อนย้ายของกลุ่มคนจากอาณาจักรล้านช้างเข้ามาอยู่ในชุมชนหมุ่บ้าน   เพื่อหลีกราชภัยภัยปรากฏขึ้นในช่วงศตวรรษที่    23 -24   ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงภายในราชสำนักเวียงจันทน์   ในสมัยสมเด็จพระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราช   (พ.ศ. 2181-2238)  และพระเจ้าสิริ-บุญสาร (พ.ศ.2203-2031)ทำให้เกิดคนหลายกลุ่มที่ไม่พอใจเกิดความขัดแย้งภายในราชสำนักอาพยพเข้าสู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง

         กลุ่มพระวอ  พระตา  เป็นบุคคลในตำแหน่งเสนาบดีนครเวียงจันทน์ เกิดความขัดแย้งกับเจ้าศิริบุญสาร จึงได้นำไพร่พลญาติพี่น้องและพรรคพวกหลายคน   เช่น  หลวงราชโภชไนย   ท้าวคำสู  ท้าวคำสิงห์   ท้าวเชียงและท้าวนาม    มาอยู่ที่บ้านหินโงม   ซึ่งอยู่ในเขตตัวเมืองหนองคายในปัจจุบัน   แต่ด้วยเกรงว่ากรองทับพระเจ้าสิริบุญสารจะยกมาโจมตีได้ง่ายจึงพากันแยกย้ายออกไปหาแหล่งที่มีความอุดมสมบุรณ์ที่จะทำนาปลูกข้าวไว้เป็นเสบียงอาหาร   และมีชัยภูมิในการป้องกันตัวเอง   ในจำนวนนี้มีหมู่บ้านในเขตสกลนครที่กลุ่มสมัครพรรคพวกพระวอ   พระตา    เลือกที่ตั้งหมู่บ้านชุมชน
        ส่วนกลุ่มของหลวงราชโภชนัย ได้มุ่งเดินไปทางทิศตะวันออก   เมื่อเดินทางไปได้ 5 วัน   พบชัยภูมิแห่งหนึ่งในกลุ่มแม่น้ำสงครามอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด   เช่น  กุ้งหอย ปู    เต่าเหมาะแก่การตั้งเป็นบ้านเป็นเมือง จึงขอตั้งเมืองที่บ้านผ้าขาวพันนา   ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอพังโคน
ในปัจจุบัน
        กลุ่มเจ้าผ้าขาว - โสมพะมิต  เจ้าผ้าขาวเป็นข้าราชการในราชสำนักเวียงจันทน์ได้ผิดใจกับโอราสเจ้าสิริบุญสารที่ผิดประเวณีหลานเจ้าผ้าขาว   จึงพาไพร่พลอพยพข้ามแม่น้ำโขง    ลงมาทางใต้   ยึดหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นที่มั่น   ต่อมาเรียกบ้านพรรณา       บ้านผ้าขาว   (ซึ่งอยู่ในอำเภอพรรณานิคม
ในปัจจุบัน)จนหลานสาวที่มีครรภ์คลอดบุตรชายให้ชื่อว่าเจ้าโสมพะมิต   ต่อมาเมื่อเจ้าผ้าขาวสิ้นชีวิตเจ้าโสมพะมิตได้   ปกครองข่าวไพร่แทนไพร่พลเจ้าโสมพระมิตบางส่วนได้แยกย้ายกันไปอยู่ในบริเวณพระธาตุเชิงชุมมาช้านาน
       ในเวลาต่อมาเจ้าโสมพะมิตเห็นว่า   เจาสสิริบุญสารได้สั่งให้กองกำลังเวียงจันทน์ออกติดตามกลุ่มพระวอ   พระตา   จึงได้พาไพร่พลออกเดินทางไปตั้งอยู่บริเวณลำน้ำก่ำใกล้เมืองที่บ้านกลางหมื่นประมาณ   2  ปี    แล้วย้ายไปตั้งที่บ้านดงสงเปือย      ตั้งเป็นเมืองกาฬสินธุ์  ขอความคุ้มครองจากราชสำนักที่กรุงเทพ
        การขยายอิทธิพลของกรุงเทพฯ   เข้าสู่  อีสานและสกลนคร          
         เมื่อกรุงศรีอยุธยามีอำนาจในที่ราบลุ่มตอนกลางของแม่น้ำเจ้าพระยานั้น   ยังไม่มีบทบาททางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือปกครอง        ชุมชนในลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนมากนักต่อมาในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี   ทรงมีนโยบายขยายอำนาจออกไปให้กว้างขวางมากที่สุดเพื่อกวาดล้างอิทธิพลของพม่า   ทรงขยายดินแดนเป็นแนวโค้งออกไปโดยรอบนับแต่หัวเมืองตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนเหนือ   มาจรดหัวเมืองตามลุ่มแม่น้ำโขงตอนเหนือ   มาจรดหัวเมืองตามลุ่มแม่น้ำโขงตอนเหนือ    พระองค์ส่งกองทัพไปปราบเวียงจันทน์เมื่อเกิดกรณีที่เจ้านครเวียงจันทน์ยกกองทัพมาตีกองทัพของพระวอ   พระตา  ในราชอาณาเขต
       หลังจากที่กองทัพของเจ้าพระยาจักรีและพระยาสุรสีห์ได้ตีเมืองเวียงจันทน์แตกใน พ.ศ. 2321ท้าวมหาแพงบุตรเจ้าอุปชา    ซึ่งทำหน้าที่เป็นอุปฮาดว่าราชการแทนเจ้าเมืองได้ถูกราชการสำนักเวียงจันทร์จับตัวไปทรมานข่มขู่    ให้อ่อนน้อยต่อเวียงจันทร์   ทางเมืองกาฬสินธุ์   ท้าวโสมพะมิตจึงทราบทูลให้ราชสำนักกรุงเทพฯ ทราบและขอให้ช่วยเหลือท้าวหมาแพง   จนได้รับการปล่อยตัวออกมาในรัชสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงทรงแต่งตั้งให้ท้าวหมาแพงเป็นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ทำให้ท้าวหมาป้องท้าวหมาฟองบุตท้าวโสมพะมิต (พระไชยานุชิต)ไม่พอใจจึงคบดิดกับพระยาบ้านเว่อ   พาไพร่พลออกจากเมืองกาฬสินธุ์พร้อมด้วยพระภิกษุหลักค้ำซึ่งเป็นที่นับถือกลับมาตั้งบ้านเรือนที่หน้าวัดพระธาตุเชิงชุม   ในเวลาต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดเกล้าฯให้พระยาบ้านเว่อเป็นเจ้าเมืองสกลทวาปี   มีตำแหน่งพระธานี   ท้าวหมาป้องเป็นอุปราชท้าวหมาฟองเป็นราชวงศ์
        เมืองสกลทวาปี ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่บ้านธาตุเชิงชุม   ปกครองโดยกลุ่มบุตรหลานเจ้าโสมพะมิตที่แยกตัวออกมาจาก   เมืองกาฬสินธุ์สืบมาจนถึง  พ.ศ.   2369    เมื่อเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์เป็นกบฏต่อราชสำนักที่กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว   จึงโปรด ฯ   ให้กรมพระราชวังบวร   เป็นแม่ทัพหน้ายกไปตีเวียงจันทร์และตีเมืองเวียงจันทน์แตกในเดือนพฤษภาคม      พ.ศ.   2370 อย่างง่ายดาย   เพราะเจ้าอนุวงศ์ได้หลบหนีจากศึกที่หนองบัวลำพู   ไปอาศัยเมืองมหาชัยกองแก้วและเมืองแง่อานของญวน   กองทัพไทยได้กวาดต้อนผู้คนจากเมืองเวียงจันทน์   มาเป็นจำนวนมาก
          เมื่อกองทัพไทยได้กลับถึงกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพิจารณาว่าสภาพของเมืองเวียงจันทน์ยังดีอยู่หากปล่อยให้ไม่ทำลายเสีย ถ้าเจ้าอนุวงศ์จะมารวบรวมผู้คนได้อีกทั้งยังทรงเกรงว่าจะมีปัญหา   ถ้าเจ้าอนุวงศ์ยกเมืองต่าง      ให้อยู่ในการคุ้มครองของญวนแล้ว   จึงโปรดเกล้า ฯ    ให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี   ยกกองทัพหลวงออกจากกรุงเทพ ฯ    เมื่อพ.ศ. 2371
ไปเกณฑ์ไพร่พลที่หัวเมือง   แล้วให้เจ้าเหล่านี้คุมทัพเป็นกองหน้ายกไปตีเมือง   แล้วให้เจ้าเหล่านี้คุมทัพเป็นกองหน้ายกไปตีเมืองเวียงจันทนส่วนเจ้าพระยาราชสุภาวดีจะไปรวมพลที่เมืองภูเขียวและหนองบัวลำพู
         การสงครามครั้งนั้น   กองทัพหน้าของไทยถูกกลลวงของญวนและเวียงจันทน์ใล่ตีพ่ายแพ้หลบหนีเสียไพร่พลเป็นจำนวนมากพระยาราชสุภาวดีจึงต้องพักรวบรวมไพร่พลต่อไปที่เมืองยโสธร   ประมาณ  2 เดือน   เข้ายึดและทำลายเมืองเวียงจันทน์อย่างย่อยยับ   ใน  วันที่   19  ตุลาคม  พ.ศ.   2371  แล้วจึงยกกองทัพกลับกรุงเทพฯ พระยาราชสุภาวดีได้รับพระราชทานยศเป็น
เจ้าพระยาบดินทร์เดชา
        การเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์   และการปราบปรามการทำลายเวียงจันทรน์ครั้งนั้น  มีผลต่อเจ้าเมืองสกลนครอย่างยิ่งกล่าวคือเมื่อครั้งที่กองทัพเจ้าอุปราชดิสสะยกกองทัพผ่านเมืองสกลทวาปีไปตีเมืองกาฬสินธุ์   เจ้าเมืองก็มิได้ขัดขวาง   พอเจ้าอุปราชดิสสะยกกองทัพมาก็แวะพักที่เมืองแห่งนี้อีก   แต่พอพระธานีเจ้าเมืองทราบว่ากรมพระราชวังบวรยกกองทัพตีเวียงจันทน์แตก   แล้วจึงยกทัพไปสวามิภักดิ์ที่บ้านพานพร้าว ในเวลานั้นกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีแม่ทัพฝ่ายตะวันออกได้เมืองยโสธร   เมืองอุบล  เมืองจำปาศักดิ์   แล้วเลยขึ้นมาเมืองมุกดาหารและจัดทัพที่เมืองนครพนม   พระธานีมิได้เตรียมกำลังไพร่พลกระสุนดินดำตลอดจนเสบียงอาหารให้กองทัพจึงมีความผิดฐานเป็นกบฏถูกจับไปประหานชีวิตที่บ้านหนองทรายขาว   แล้วกวาดต้อนผู้คนไปไว้ที่เมืองกบิลประจันตคามเหลือไว้พอรักษาพระธาตุเท่านั้น   เมืองสกลทวาปีจึงร้างมาชั่วระยะหนึ่ง
       หมู่บ้านและการยกเป็นเมืองในสมัยรัชกาลที่   3 และรัชกาลที่ 4
          หลังจากการทำลายเวียงจันทน์และกวาดต้อนผู้คนไปสู่เมืองต่าง      ตามลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นส่วนใหญ่แล้วปัญหาทางการเมืองระหว่างราชสำนักและเวียงจันทน์ก็หาสิ้นสุดไม่ทั้งนี้เพราะในเวลาอีก   5   ปีต่อมาระหว่าง  พ.ศ.  2376-2388   ไทยและญวนเริ่มสงครามแย่งชิงอิทธิพลในดินแดนเขมรเพื่อเป็นการตัดกำลังมิให้ฝ่ายญวนได้ประโยชน์จากผู้คนในหัวเมืองฝ่ายซ้าย
กองททัพไทยจึงได้เริ่มสงคราม   แย่งชิงอิทธิพลในดินแดนเขมร   เพื่อเป้นการจัดกำลังมิให้ฝ่ายญวนได้ประโยชน์จากผู้คนในหัวเมืองฝ่ายซ้าย   กองทัพไทยจึงได้เริ่มสงครามเพื่อการกวาดต้อนผู้คนจากเมืองต่าง ๆ ทางฝั่งซ้ายให้ไกลออกไปจนจรดแดนญวน   หรือเกลี้ยกล่อมให้เจ้าเมืองยอมรับถวายความภักดีต่อกษัตริย์ไทย
          ใน พ.ศ. 2385  ราชวงศ์อิน       เป็นชาวมหาชัยกองแก้ว       น้องชายพระยาประเทศธานีเจ้าเมืองสกลนครคนแรก     ที่อพยพมาจากเมืองมหาชัยกองแก้ว สวามิภักดิ์ต่อกองทัพไทยได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เกลี้ยกล่อม   ราชวงศ์เป็นผู้ที่คุ้นเคยของกลุ่มเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ   ทางฝั่งซ้ายเป็นอย่างดี ต้องใช้การพูดจาหว่านล้อมชี้แจงแะลยังให้ความหวังรับรองว่า เมื่อพาไพร่พลจำนวนมาก็อพยพมาแล้ว   จะได้รับการอพยพผู้คนมาจากเมืองต่าง ๆ เข้ามาสู่เมืองสกลนครเป็นอันมาก
            เป็นที่สังเกตว่า   กลุ่มผู้คนที่อพยพมาจากเมืองต่าง     ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงนี้มีภาษาพูดแตกต่างกันออกไปมิใช่เป็นกลุ่มชาวลาว   กลุ่มคนเหล่านี้จึงมีชื่อเรียกพวกของจน   เช่น  ผู้ไทย  ข่า  กระโซ่   ญ้อและกะเลิง   ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะบางกลุ่มที่อพยพจากเมืองต่าง ๆ เป็นจำนวนมากจนเข้ามาตั้งเป้นหมู่บ้านและได้รับการยกขึ้นเป็นเมืองดังต่อไปนี้
            1.   กลุ่มผู้ไทย   เมืองพรรณานิคม
          ได้อพยพมาจากเมืองวัง โดยมีท้าวโฮงกลางเป็นหัวหน้าตั้งบ้านที่บ้านปะขาว   บ้านพันนา   ต่อมาได้ย้ายมาอยู่บ้านพันพร้าวหรือพรรณานิคม   ท้าวโฮงกลางได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระเสนาณรงค์   ตำแหน่งเจ้าเมือง  เมื่อ  พ.ศ. 2387
           2.   กลุ่มผู้ไทย   เมืองวาริชภูมิ
           เป็นกลุ่มผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองกะปองในเขตเมืองเซโปนในปัจจุบัน  โดยมีท้าวราชนิกูลแต่ได้อพยพเข้ามานานแล้ว ได้พาบ่าวไพร่ประมาณ  2000 คน   เข้ามาสู่เมืองสกลนคร   แต่เจ้าเมืองไม่ยอมให้ไปตั้งเมือง   จึงได้นำไพร่พบหนีออกไปอยู่ที่บ้านหนองคายและพึ่งเจ้าเมืองหนองหาน(อุดรธานี)
ในการทูลขอยกบ้านหนองหอยขึ้นเป็นเมืองวาริชภูมิ
          3.  กลุ่มผู้ไทย    เมืองจำปาชนบท
          เป็นกลุ่มผู้ไทยที่มาจากเมืองกะปอง   เช่นเดียวกับกลุ่มวาริชภูมินำโดยท้าวแก้วได้รับอนุญาตให้อพยพผู้คนไปตั้งอยู่ที่บ้านนาเหมืองและบ้านพังโคน   และได้รับพระราชทานพรรดาศักดิ์ให้เป็นพระบำรุงประชาราษฏร์เจ้าเมืองจำปาชนบทใน   พ.ศ. 2501
          4.  กลุ่มชาวกระโซ่   เมืองกุสุมาลย์
        เป็นกลุ่มที่อพยพมาจาจเมืองมหาชัย(ปัจจุบันอยู่แขวงท่าแขก)มีเพี้ยเมืองสูงและบุตรโคตรเป็นหัวหน้า ในพ.ศ.2387  โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเพี้ยเมืองสูงเป็นกลวงอรัญอาสายกบ้านกุสุมาลย์มณฑลขึ้นเป็นเมือง
         5. กลุ่มพวกโย้ยเมืองอากาศอำนวย
         พวกโย้ยอพยพมาจากเมืองหอมท้าว   มีท้าวติวซอยเป็นหัวหน้า   พร้อมด้วยท้าวศรีสุราช ท้าวจันทนาม  ท้าวนามโคตร ไปตั้งบ้านอยู่ที่บ้านม่วงริมห้วยยาม   มีพลเมืองที่อพยพถึง  2339  คน โปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านม่วงขึ้นเป็นเมองอากาศอำนวย   ขึ้นเมืองนครพนม  เมื่อ พ.ศ. 2390   ตั้งให้ท้าวศรีสุราชเป็นหลวงผลานุกุลเจ้าเมือง    ต่อมาเมืองนี้ได้โอนมาขึ้นต่อสกลนครในรัชสมัยะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
        6.  กลุ่มพวกโย้ยเมืองวานรนิวาส
         เป็นกลุ่มที่ติดตามพระสุนทรราชวงศาไปอยู่ที่เมืองยโสธรใน   พ.ศ.  2396   โดยมีจารย์โสมเป็นหัวหน้า      เจ้าเมืองยโสธรได้ให้พวกนี้ตั้งอยู่บ้านกุดลิงในท้องที่อำเภอเสลภูมิ ใน    พ.ศ. 2504 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ยกบ้านกุดลิงให้เป็นเมือง   ในเวลาต่อมาพวกไทยโย้ยได้อพยพ
อยู่ที่บ้านกุดแฮ่ชุมภู(ต. แร่  อ.พังโคน)และได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านชุมแสงหัวนาซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองวานรนิวาสในปัจจุบัน
           7.   กลุ่มนี้มีท้าวเทกัลยา   เป็นหัวหน้าอพยพมาจากเมืองภูวาใกล้เมืองมหาชัยกองแก้ว   ได้รับอนุญาตจากเจ้าเมืองสกลนครให้ตั้งบ้านเรือนที่บ้านโพธิ์ สว่างริมห้วยปลาหางครั้นถึง พ.ศ. 2506   ท้าวเทพกัลยาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ประสิทธิ์เจ้าเมือง ต่อมาได้มีการย้ายไปตั้งที่เดื่อศรีคันชัยริมแม่น้ำยามและได้   ย้ายไปตั้งที่บ้านหันใหล้ที่ตั้ง อำเภอ  สว่างแดนดินในปัจจุบัน
           นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพวกกะเลิงที่อพยพมาจากเมืองภูวานากระแด้ง พวกย้ออพยพมาจากเมืองภุวานากระแด้งพวกย้ออพยพมาจากเมืองคำเกิดคำม่วน แต่กระจายเข้าปะปนกับกลุ่มอื่น ๆ ไม่อาจตั้งเป็นชุมชนขนาดใหญ่พอที่จะตั้งเมืองได้
ลักษณะการปกครอง 
    ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา   มีการกวาดต้อนและเกลี้ยกล่อมผู้คนจากเมืองต่าง        ทางฝั่งซ้ายมาตั้งเป็นเมืองขึ้นอีกหลายเมืองแต่กล่าวโดยสรุปแล้วผู้คนในดินแดนภาคอีสานในสมัยนั้น   ล้วนมีวัฒนธรรมในด้านชีวิตความเป็นอยู่ความเชื่อภาษาพูดคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่
          อาจกล่าวได้ว่า   กลุ่มอุปฮาด   ราชวงศ์ที่เข้ามาสวามิภักดิ์   และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองสกลนครเมื่อ     พ.ศ.  2381     เป็นกลุ่มที่สำคัญและมีบทบาททางการเมืองของเมืองมหาชัยกองแก้วซึ่งเป็นญาติเกี่ยวดองกับเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทร์ประกอบกับอุปฮาด   ราชวงศ์ต่าง ๆ มีความรู้แบบแผนขนบธรรมเนียมการปกครองแบบธรรมเนียมเดิม   ตลอดจนการตัด
สินคดีความก็มอบให้เป็นหัวหน้าที่ของเจ้าเมือง   กรมการเมือง   ว่ากล่าวตักเตือนถ้าเป็นคดีความที่ต้องตัดสินถือว่าเป็นหน้าที่ของเมืองแสนและเมืองจันคล้ายเป็นศาลชั้นต้นส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ตัดสินในศาลชั้นสูงขอเจ้าสุริยะเจ้าสุริโยเจ้าโพธิสารซึ่งจะมีข้าราชการตำแหน่งดังกล่าวนี้เฉพาะเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น
           ลักษณะการปกครองตามแบบลาวตำแหน่งที่สำคัญคือ   อาญาสี่หรือมี  4 ตำแหน่งและมีลักษณะพิเศษ  2   ประการคือ   เป็นตำแหน่งที่สามารถเลื่อนขึ้นไปถึงชั้นสูงสุดได้และอีกประการหนึ่งบุคคลที่ดำรงตำแหน่งมักจะมีเชื้อสายเกี่ยวกันกับเมืองทางฝั่งซ้ายประกอบ
           1.   ตำแหน่งเจ้าเมือง
            เจ้าเมืองใหญ่     มีความดีความชอบมีฐานะเป็นพระยาเจ้าเมืองแรกของสกลนครคือ   พระประเทศธานี   ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสกลนครระหว่าง   พ.ศ. 2381-2419   อำนาจหน้าที่ของเจ้าเมืองคือ   การอำนาจสิทธิขาดในการสั่งข้าราชการบ้านเมืองทั้งปวง ที่เกิดขึ้นในเคว้นเมืองนั้น
         2. ตำแหน่งอุปฮาดหรืออุปราช
            เป็นผู้ทำงานแทนเมื่อเจ้าเมืองป่วยหรือมิกิจโดยทั่วไปเจ้าเมืองถึงแก่กรรม   หรือมีเหตุต้องโทษทัณฑ์หรือแก่ชราขณะที่ทางกรุงเทพฯ   ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ   แต่งตั้งผุ้ใดมาดำรงตำแหน่งอุปฮาดต้องรับหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติราชการแทนส่วนหน้าที่ประจำของอุปฮาดคือ   เป็นหน้าที่ในการให้คำปรึกษาหารือแก่กรมการตำแหน่งรองลงมา
         3.   ตำแหน่งราชวงศ์
        แปลว่าเชื้อแถวหรือญาติของเจ้าเมืองนั้นหน้าที่ปกติของราชวงศ์คือ   การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีความ ร่วมกันดัดสินคดีกับเจ้าเมือง   นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติตามคำสั่งของอุปฮาด   ในกรณีที่อุปฮาดขึ้นรักษาการแทนเจ้าเมือง   ราชวงศ์ก็ทำหน้าที่แทนอุปฮาด
        4.   ตำแหน่งราชบุตร
        คำว่าราชบุตร   หมายถึง   บุตรเจ้าเมืองแต่ในการดำรงตำแหน่งราชวงศ์ราชบุตรมิใช่จะต้องเป็นบุตรหลานเจ้าเมืองเสมอไปหากผู้ใดได้ทำความดีความชอบในราชการมากเจ้าเมืองอาจเสนอชื่อโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็นราชบุตร ราชวงศ์ได้
          สำหรับการปรครองในระดับหมู่บ้านก็มีข้าราชการตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ท้าวฝ่าย ตาแสง พ่อบ้านจ่าบ้าน ทำหน้าที่ควบคุมดูแลบริหารระดับหมู่บ้านให้สอดคล้องกับฝ่ายกรมการเมืองการแต่งตั้งให้ไพร่พล ที่มีความรู้ความสามารถดำรงตำแหน่วงต่าง ๆ เจ้าเมือง กรมการเมืองมิอาจกระทำได้ ยกเว้นแต่ตำแหน่งกรมการเมืองระดับอาญาสี่ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ ถ้าเป็นเมืองบริวารต้องรายงานให้เจ้าเมืองทราบเพื่อเจ้าเมืองจะได้กราบทูลไห้ราชสำนักทราบและขอแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้าสู่ตำแหน่งนั้น ๆ สืบไป การปฏิบัติเช่นนี้แม้เมืองที่ขึ้นตรงต่าอราชสำนักก็ตามต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน
        ความสัมพันธ์ระห่วางเมืองต่าง ๆ และราชสำนักที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือการสักเลก คำว่า "เลก" หรือเลข หมายถึงชายฉกรรจ์ ซึ่งแต่เดิมถือว่ามีความสูง 2 ศอก คือ หรือตั้งวแต่ 150 ซ.ม. ขึ้นไป จนถึงอายุ 70ปีบุคลเหล่านี้ต้องสักเลกทำโดยการใช้เหล็กแหลมแทงตามเส้นหมึกที่เขียนไว้ ทำให้ผิวหนัง
เป็นรอยคล้ายเป็นตัวอักษรบอกชื่อเมืองชื่อมูลนายต้นสังกัดไว้ที่ข้อมือด้านหน้า หรือด้านหลัง เป็นวิธีการควบคุมไพร่พลเป็นหมวดหมู่ในมูลนายรับผิดชอบ ประโยชน์ของการสักเลกยังครอบคลุมไปถึงการควบคุมแรงงานเพื่อใช้ยามสงบ และการควบคุมส่วย สิ่งของเงินทอง เพื่อใช้ในราชการอีกด้วย
             ในหัวเมืองลาว การสักเลกเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2367 โดยพระสุริยภักดี (ป้อม) กับ หลวงศรีสุนทร เป็นข้าหลวงกองสักเลกลงมาจากกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2402 - 2407 ไหด้มีการตังกองสักที่เมืองยโสธรและยังกระจายกองสักไปยังหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อสำรวจไพรพลให้ได้นจำนวนแน่นอน ในครั้งนั้น สกลนครได้เกณฑ์ผู้คนลงไปสักจำนวน 5,000 คน อย่างไรก็ตามในทางหน้าที่ของเจ้าเมืองกรมการเมืองจะมีการทำหน้าที่นำไพร่พลที่ เป็นยชายฉกรรจ์ลงไปสักเลกที่กรุง่เทพฯ เมื่อมีจำนวนมากพอสมควร
              การสักเลกมีความสัมพันธ์กับการเก็บส่วย ซึ่งทางส่วนกลางจะกำหนดจำนวนตัวเลยที่จะตองเสียส่วยไว้สัมพันธ์กับยอดของเลก   จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าเมืองกรมการเมืองที่ต้องรวบรวมจำนวนผู้คนทุกรุ่นทุกวัยตลอดตนพาหนะสัตว์เลี้ยงแจ้งให้ราชการทราบการสักเลกที่ข้อมือในภาคอีสานได้ยุติเมื่อ พ.ศ. 2442โดยกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
           การเก็บส่วย ส่วยเป็นการเก็บภาษีอย่างหนึ่ง ที่ราชสำนักเป็นผู้กำหนดอัตราและเวลาเก็บให้หัวเมืองปฏิบัติตามลักษณะของส่วยในหัวเมืองอีสาน ในระยะแรกมีการเก็บส่วยเป็นสิ่งของที่มีอยู่ในท้องถิ่นเช่น ทอง เงิน ขี้ผึ้ง ผลเร่ว ผ้าขาว ป่าน น้ำรัก ทั้งนี้แล้วแต่ในเมืองนั้นจะอุดมสมบูรณ์ ด้วยสิ่งใด
            ในกรณีของเมืองสกลนคร ตั้งแต่ได้ตั้งเมืองสกลนครเมื่อ พ.ศ.  2381 ก็ได้กำหนดการเสียส่วยเป็นผลเร่ว   เมืองพรรณานิคมนั้นมีหลักฐานว่าเสียส่วยเป็นทองคำ
            การเก็บส่วยจากหัวเมืองลาวหากพิจารณาจากใบบอกแล้ว      จะเห็นว่ามีการค้างกันมาก ทั้งนี้เป็นเพราะความฝือเคืองในการหาส่วยและเงินท่องอย่างไรก็ตามใน   พ.ศ. 2397  ทางกรุงเทพ ฯ มีความต้องการสัตว์พาหนะมากขึ้น หัวเมืองลาวตะวันออกได้ส่งควายเป็นส่วยแทนผลเร่วหรือสิ่งของอื่น ๆ ในกรณีเมืองสกลนคร มีข้อมูลใน พ.ศ. ว่าได้ส่งควายไปแทนผลเร่วถึง       150     ตัว เมืองกุสุมาลย์ส่งควายแทนผลเร่วเช่นเดียวกัน 50 ตัวสิ่งนี้เป็นพัฒนาการของการส่งส่วย
สกลนครสมัยปฏิรูปการปรครองระบบมณฑลเทศาภิบาล
            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นยุคสำคัญที่กรุงเทพฯ ได้ส่งข้าราชการระดัลบสูงเข้าามาบริหารหัวเมืองในภาคอีสานให้กระชับมากขึ้น ใน พ.ศ. 2435ทรงจัดรูปแการปกครองหัวเมืองอีสานใหม่ โดย รวบรวมเอาหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา จัดเป็นกลุ่มรวมกันเป็น 4 กองใหญ่ โปรดให้มีข้าหลวงใหญ่กำกับกองละ   1 คน สกลนครถูกรวมอยู่ในหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือมีพระยาสุรเดชวิเศษฤทธเป็นข้าหลวงใหญ่ตั้งกองอยู่เมืองหนองคายแต่อยู่ภายใต้การรับผิดชอบทั้งหมดของพระยามหาอำมาตย์ที่นครจำปาศักดิ์ การจัดระบบการปกครองดังกล่าว ยังไม่เป็นที่พอพระทัย   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจายาเธอ     3     พระองค์       เสด็จไปเป็นข้าหลวงใหญ่ประจำหัวเมืองลาวตะวันออก   พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม   ดำรงตำแหน่งใหญ่ประจำหัวเมืองลาวพวน ประจำอยู่ที่หนองคาย
                   อาจกล่าวได้ว่า   ผลจากการที่พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม เสด็จมาเป็นข้าหลวงที่มณฑลฝ่ายเหนือใน พ.ศ. 2434 นับว่าเป็นช่วง ที่มีการปรับปรุงการปกครองจากแบบเดิมเข้าสู่รูปแบบใหม่อย่างกว้างขวางกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม   ทรงมีอำนาจบังคับปกครองเมืองใหญ่ ๆ  16 เมือง ลาวฝ่ายเหนือทรงมีอำนาจสุงสุดในฐานะข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑล
         นับตั้งแต่  พ.ศ. 2434  เป็นต้นไปศุนย์กลางอำนาจทางการเมืองการปกครองจากกรุงเทพฯ ได้เปลี่ยนมาอยู่ที่เมืองหนองคายและเมืองอุดร ในเวลาต่อมาบรรดาเมืองต่าง ๆ ที่ขึ้นต่อมณฑลลาวพวนหรือหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ   ตกอยู่ในความควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดอีกทั้งเจ้าเมืองกรมการเมือง   จะต้องขอความเห็นชอบในการแต่งตั้งกรมการเมืองจากหมื่นประจักษ์ศิลปาคม   ก่อนที่จะมีใบบอกไปยังราชสำนัก
         การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและนำไปสู่การลดอำนาจเจ้าเมืองที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ   การส่งข้าหลวงจากส่วนกลางออกไปคุมเจ้าเมืองอีกชั้นหนึ่ง   เพื่อให้การจัดเก็บภาษีสุราตามเมืองต่าง ๆ ได้ผลการ คัด เลือกข้าหลวงรุ่นแรกที่กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ทรงคัดไว้มีจำนวน   11 คน โดย มีอำนาจหน้าที่ในการจัดอากรสุราจัดเก็บภาษีต่าง ๆ ตัดสินแก้ไขปัญหาความยุ่งยากที่เกี่ยวกับเขตเมืองประสานและเป็นตัวกลางในการจัดต่อระหว่างหัวเมืองหรือผู้ว่าราชการเมืองกับข้าหลวงใหญ่   และนำนโยบายของกรมหมื่นประจักษืศิลปคมมาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่
        ในปี  พ.ศ. 2437  ได้มีการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล   ให้เรียกกลุ่มเมืองเป็นมณฑลลาวพวนภายใต้การบังคับบัญชาสูงสุดของพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่น   ประจักษ์ศิลปาคมประกอบด้วยเมืองอุดรธานี ขอนแก่น นครพนม สกลนคร  เลย   หนองคาย   และย้ายกองบัญชาการมาตั้งที่เมื่องอุดรธานี
       เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งคือ   การปรับปรุงให้มีคุณวุฒิเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่อย่างไรดี   แม้ว่าทางส่วนกลางจะมีนโยบายให้ข้าราชการตามหัวเมือง   มีความรู้ในระเบียบงานต่าง ๆ ที่รับผิดชอบอยู่ ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ง่ายนัก ทั้งนี้เพราะยังมีข้าราชการจากหัวเมืองมณฑลเทศาภิบาลไม่เพียงพอ   การสำรวจคุณวุฒิกรมการเมืองดังกล่าว ได้เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ 2437 โดยกรมหมืนประจักษ์ศิลปาคมได้มีใบบอกแจ้งให้พระยาประจันตประเทศธานีให้ข้าหลวงผู้ว่าราชการรับทำคุณวุฒิส่งไปยังสำนักข้าหลวงใหญ่  ณ บ้านหมากแข้ง  ในวันที่ 20 พฤศจิกายนต์  ร.ศ 113   การปรับปรุง
คุณวุฒิข้าราชการตามหัวเมือง   เพื่อที่จะนำระบบการปกครองแบบจตุสดมภ์เข้ามาใช้   สำหรับเมืองสกลนครได้จัดรูปแบบจตุสดมภ์ใน   พ.ศ 2437 ร.ศ 113 ดังนี้
       กรมเมือง         ให้ท้าวขัติยะ(คลี่)บุตรราชวงศ์   เป็นพระบุรี บริรักษ์
       กรมวัง          ให้ท้าวสายคพหลานพระยาประเทศะานี เป็นพระพิทักษ์ฐานกิจ
       กรมคลัง        ให้ท้าวนำบุตรอุปฮาด (โถคง)เป็นพระวอสิทธิ์นานุกูล
      กรมนา         ให้ท้าวอุปฮาด(โถง)    เป็นสมบูรณ์พืชภูมิ
        นอกจากนี้ยังกำหนด หน้าที่ตำแหน่งต่าง ๆ เช่น เมืองแสนเมืองจัน แต่ก่อนเคยออกหนังสือรับรองคำสั่งเจ้าเมืองในการบังคับบัญชาปกครองเมืองขึ้น   ให้เมืองแสนเมืองจั่นเปลี่ยนมาเป็นมหาดไทยเมือง รับคำสั่งเจ้าเมืองทางฝ่ายธุรการ ใต้ตอบไปมาในการบังคับบัญชาหัวเมือง ซึ่งขึ้นอยู่กับความปกครองเมืองสกลนคร
        อุปฮาด  ราชวงศ์ ราชบุตร  ผู้ช่วยให้รวมกันเรียกว่า กองยุติธรรม คอยชำระความอุทธรณ์ที่ราษฏรกล่าวโทษกรมการต่าง ๆ
       เจ้าเมือง   คอยชำระความอุทธรณ์ราษฏรกล่าว   โทษยุติธรรม เจ้าเมืองจะชำระตัดสินคดีอุทธรณ์ชั้นนี้ให้ประชุมกรรมการ    3 นายลงความเห็นชอบด้วย   จึงเป็นคำตัดสินเด็ดขาดได้
     ข้าหลวง   เป็นผู้แนะนำข้าราชการทั่วไปทุกกรม   ทุกกอง
       สำหรับเมืองขึ้นต่าง ๆ ของสกลนครก็ให้อนุโลมจัดระเบียบเหมือนอย่างเมืองสกลนคร
       ใน พ.ศ.2440 ได้ออก พรบ. การปกครองท้องที่ รศ. 116เพื่อใช้เป็นแบบแผนการปกครองเหมือนกันทุกมณฑลโดยแบ่งส่วนการปกครองออกเป็น   อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ให้สอดคล้องกับของอำเภออื่น ๆ
     ใน พ.ศ. 2442 ได้ออก พรบ. ศักดินาเจ้านาย  เจ้าพระยา พระยา ท้าวแสน  เมือง ประเทศราช รศ.118 ซึ่งเทียบกับตำแหน่งศักดินาพลเรียนในกรุงเทพฯ ในปีนี้ยังโปรดให้เปลี่ยนเชื่อมณพล ในภาคอีสานใหม่ มณฑลลาวพวนหรือมณฑลอุดรเรียกชื่อว่ามณฑลฝ่ายเหนือ   ส่วนการจัดการปกครองเป็นหน้าที่ของข้าหลวงต่างพระองค์
        การเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองครั้งสำคัญ
         การเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งที่สำคัญเกิดขึ้นใน       พ.ศ. 2445     เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้เปลี่ยนแปลงคือ   ให้เมืองสกลนครรวมทั้งเขตแขวง รวมเรียกว่า  บิรเวณ งานราชการตลอดจนการบังคับบัญชาในหน้าที่เจ้าเมืองตกเป็นหน้าที่ของข้าหลวงบริเวณทั้งหมดส่วนเมืองบริวารของสกลนครตั้งเป็นอำเภอให้เจ้าเมืองเป็นนายอำเภอ ราชบุตรเป็น
เสมียนอำเภอ   สำหรับพระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองนั้นให้เป็นที่ปรึกษาราชการของข้าหลวงบริเวณ
          หลังจากนั้นมาสกลนครได้มีข้าหลวงบริเวณจากส่วนกลาง เข้ามาบริหารราชการหลายคนเช่น หลวงพิไสยสิทธิ์กรรม(จีน)หลวงผดุงแคว้นประจันต์(ช่วง)พระสุนทรธนศักดิ์(สุทธิ์)ในขนะเดียวกันภารกิจก่อสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดก็เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลง      จนถึง  พ.ศ. 2459 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้เปลี่ยนนามเมืองเป็นจังหวัดทั่วราชอาณาเขตสยาม เมืองสกลนคร   ตั้งขึ้นเป็นจังหวัดสกลนครตั้งแต่นั้นมา

วันเข้าพรรษา Buddhist Lent




กำเนิดวันเข้าพรรษา เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์อยู่จำพรรษา เหตุเพราะสมัยก่อนฝนตกชุก การเดินทางสัญจรไปมาก็ไม่สะดวก อีกทั้งไปเหยียบต้นข้าวของชาวบ้าน ในสมัยที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว และได้ให้พระภิกษุสงฆ์ออกไปตามเขตต่าง ๆ เพื่อประกาศพระศาสนา จนมีผู้ขออุปสมบทมากขึ้น จึงทำให้มีพระภิกษุสงฆ์ออกไปเผยแพร่พระศาสนากันมากขึ้น แม้ในฤดูฝนก็มิได้หยุดพัก การเดินทางก็ไม่สะดวก ทั้งยังเหยียบข้าวกล้าให้เกิดความเสียหาย ทำให้สัตว์เล็กน้อยตาย ประชาชนจึงพากันติเตียนว่า ไฉนเล่า พระสมณศากยบุตรจึงเที่ยวไปมาอยู่ทุกฤดูกาล เหยียบข้าวกล้าและติณชาติให้ได้รับความเสียหาย ทำให้สัตว์เล็กน้อยตาย พวกเดียรถีย์และปริพพาชกเสียอีกยังพากันหยุดพักในฤดูฝน ถึงนกยังรู้จักทำรังที่กำบังฝนของตน

พระพุทธองค์ได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงบัญญัติเป็นธรรมเนียมให้พระสงฆ์อยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือนในฤดูฝน ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ไปจนถึงกลางเดือน ๑๑ ห้ามมิให้เที่ยวสัญจรไปมา

วันเข้าพรรษาที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้มีอยู่ ๒ วัน คือ
๑.ปุริมิกาวัสสูปนายิกา คือ วันเข้าพรรษาแรก ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ไปจนถึงวันเพ็ญ กลางเดือน ๑๑
๒.ปัจฉิมมิกาวัสสูปนายิกา คือ วันเข้าพรรษาหลัง ตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ไปจนถึงวันเพ็ญกลางเดือน ๑๒

ภิกษุเข้าพรรษาแล้ว หากมีกิจธุระจำเป็นอันชอบด้วยพระวินัย พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้ไปได้ แต่จะต้องกลับมา ยังสถานที่เดิมภายใน ๗ วัน พรรษาไม่ขาด ที่เรียกว่า สัตตาหกรณียะเหตุที่ทรงอนุญาตให้ไปได้ด้วยสัตตาหกรณียะนั้นมี ๔ อย่างดังต่อไปนี้
๑. สหธรรมิกหรือมารดาบิดาเจ็บไข้ รู้เข้าไปเพื่อรักษาพยาบาล
๒. สหธรรมิกกระสันจะสึก รู้เข้าไปเพื่อห้ามปราม
๓. มีกิจสงฆ์เกิดขึ้น เช่น วิหารชำรุดลงในเวลานั้น ไปเพื่อหาเครื่องทัพพสัมภาะมาปฏิสังขรณ์
๔. ทายกต้องการบำเพ็ญบุญกุศลส่งคนมานิมนต์ ไปเพื่อบำรุงศรัทธาของเขาได้
แม้ธุระอื่นนอกจากนี้ที่เป็นกิจจลักษณะอนุโลมเข้าในข้อนี้ด้วย

ในเวลาจำพรรษาเมื่อมีอันตรายเกิดขึ้นจะอยู่ต่อไปไม่ได้ และไปเสียจากที่นั้น พรรษาขาด
แต่ท่านไม่ปรับอาบัติ (ไม่เป็นอาบัติ) มีดังนี้ คือ
๑. ถูกสัตว์ร้าย โจร หรือปีศาจเบียดเบียน
๒. เสนาสนะถูกไฟไหม้ หรือน้ำท่วม
๓. ภัยเช่นนั้นเกิดขึ้นแก่โคจรคาม ลำบากด้วยบิณฑบาต ในข้อนี้ชาวบ้านอพยพจะตามเขาไปก็ควร
๔. ขัดสนด้วยอาหาร โดยปกติไม่ได้อาหารหรือเภสัชอันสบาย ไม่ได้อุปัฏฐากอันสมควร (ข้อนี้หากพอทนได้ก็ควรอยู่ต่อไป)
๕ .มีหญิงมาเกลี้ยกล่อม หรือมีญาติมารบกวนล่อด้วยทรัพย์
๖. สงฆ์ในอาวาสอื่นจวนจะแตกกันหรือแตกกันแล้ว ไปเพื่อจะห้ามหรือเพื่อสมานสามัคคีได้อยู่ (ในข้อนี้ ถ้ากลับมาทัน ควรไปด้วยสัตตาหกรณียะ)
พระพุทธองค์ทรงอนุญาตการอยู่จำพรรษาในสถานที่บางแห่ง แก่ภิกษุบางรูปผู้มีความประสงค์ จะอยู่จำพรรษาในสถานที่ต่าง ๆ กัน สถานที่เหล่านั้น คือ
๑. ในคอกสัตว์ (อยู่ในสถานที่ของคนเลี้ยงโค)
๒. เมื่อคอกสัตว์ย้ายไป ทรอนุญาตให้ย้ายตามไปได้
๓. ในหมู่เกวียน
๔. ในเรือ

พระพุทธองค์ทรงห้ามมิให้อยู่จำพรรษาในสถานที่อันไม่สมควร สถานที่เหล่านั้นคือ
๑. ในโพรงไม้
๒. บนกิ่งหรือคาคบไม้
๓. ในที่กลางแจ้ง
๔. ในที่ไม่มีเสนาสนะ คือไม่มีที่นอนที่นั่ง
๕. ในโลงผี
๖. ในกลด
๗. ในตุ่ม

ข้อห้ามที่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้อีกอย่างหนึ่ง คือ
๑. ห้ามมิให้ตั้งกติกาอันไม่สมควร เช่น การมิให้มีการบวชกันภายในพรรษา
๒. ห้ามรับปากว่าจะอยู่พรรษาในที่ใดแล้ว ไม่จำพรรษาในที่นั้น

วันเข้าพรรษา

อนึ่ง วันเข้าพรรษานี้ ถือกันว่าเป็นกรณียพิเศษสำหรับภิกษุสงฆ์ เมื่อใกล้วันเข้าพรรษาควรปัดกวาด เสนาสนะสำหรับจะอยู่จำพรรษาให้ดี ในวันเข้าพรรษา พึงประชุมกันในโรงอุโบสถไหว้พระสวดมนต์ ขอขมาต่อกันและกัน หลังจากนั้นก็ประกอบพิธีอธิษฐานพรรษา ภิกษุควรอธิษฐานใจของตนเองคือตั้งใจเอาไว้ว่า ตลอดฤดูกาลเข้าพรรษานี้ ตนเองจะไม่ไปไหน ด้วยการเปล่งวาจาว่า

อิมสฺมึ อาวาเส อิมัง เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ แปลว่า ข้าพเจ้าจะอยู่จำพรรษาในอาวาสนี้ตลอด ๓ เดือน

หลังจากเสร็จพิธีเข้าพรรษาแล้ว ก็นำดอกไม้ธูปเทียนไปนมัสการบูชาปูชนียวัตถุที่สำคัญในวัดนั้น ในวันต่อมาก็นำดอกไม้ ธูปเทียนไปขอขมาพระอุปัชฌาย์อาจารย์และพระเถระผู้ที่ตนเองเคารพนับถือ

อานิสงส์แห่งการจำพรรษา

เมื่อพระภิกษุอยู่จำพรรษาครบ ๓ เดือนได้ปวารณาแล้ว ย่อมจะได้รับอานิสงส์แห่งการจำพรรษา ๕ อย่าง ตลอด ๑ เดือนนับแต่วันออกพรรษาเป็นต้นไป คือ
๑. เที่ยวจาริกไปโดยไม่ต้องบอกลา ตามสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค ปาจิตตีย์กัณฑ์
๒. เที่ยวจาริกไปโดยไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ
๓. ฉันคณะโภชน์และปรัมปรโภชน์ได้
๔. เก็บอติเรกจีวรได้ตามปรารถนา
๕. จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้นเป็นของพวกเธอ
และยังได้โอกาสเพื่อที่จะกราลกฐิน และได้รับอานิสงส์พรรษาทั้ง ๕ ขึ้นนั้นเพิ่มออกไปอีก ๔ เดือน ในฤดูหนาว คือตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ไปจนถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ อีกด้วย

สิ่งที่พุทธศาสนิกชน ควรปฏิบัติ

ในวันเข้าพรรษานี้ตามประวัติ ชาวไทยเราได้ประกอบพิธีทางศาสนาเนื่องในวันเข้าพรรษา มาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย ซึ่งมีทั้ง พิธีหลวง และ พิธีราษฎร์ กิจกรรมที่กระทำก็มีการเตรียมเสนาสนะให้อยู่ในสภาพที่ดี สำหรับจะได้จำพรรษาอยู่ตลอด 3 เดือน จัดทำ เทียนจำนำพรรษา เพื่อใช้จุดบูชาพระบรมธาตุ พระพุทธปฏิมา พระปริยัติธรรม ตลอดทั้ง 3 เดือน ถวายธูป เทียน ชวาลา น้ำมันตามไส้ประทีปแก่พระภิกษุสงฆ์ที่อยู่จำพรรษาในพระอาราม

สำหรับเทียนจำนำพรรษาจะมีการ แห่เทียน ไปยังพระอารามทั้งทางบกและทางน้ำตามแต่หนทางที่ไปจะอำนวยให้ เพื่อนำเทียนเข้าไปตั้งในพระอุโบสถหรือพระวิหาร แล้วก็จะจุดเทียนเพื่อบูชาพระรัตนตรัย

สำหรับการปฏิบัติอื่น ๆ ก็จะมีการถวาย ผ้าอาบน้ำฝน การอธิษฐานตนว่าจะประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในกรอบของศีลห้า ศีลแปด ฟังเทศน์ฟังธรรม ตามระยะเวลาที่กำหนดโดยเคร่งครัด ตามกำลังศรัทธา และขีดความสามารถของตน นับว่าวันเข้าพรรษาเป็นโอกาสอันดีที่พุทธศาสนิกชน จะได้ประพฤติปฏิบัติตนในกรอบของพระพุทธศาสนาได้เข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีกระดับ หนึ่ง

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

v5 ปิ๊ก AF 8




v5
ชื่อ : อรวรรณ นวมศิริ
ชื่อเล่น : ปิ๊ก
วันเกิด : 8 สิงหาคม 2534
อายุ : 19 ปี
น้ำหนัก : 48 กก.
ส่วนสูง : 167 ซม.
ภูมิลำเนา : สมุทรสงคราม
ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี
สถาบัน : มหาลัยวิทยาลัยบูรพา
สาขาวิชา : ดนตรีและการแสดง
ความสามารถพิเศษ : -
แนวเพลงที่ถนัด : POP, ลูกทุ่ง

v15 แพรว AF 8



v15
ชื่อ : จีรวรรณ สอนสะอาด
ชื่อเล่น : แพรว
วันเกิด : 23 ธันวาคม 2532
อายุ : 21
น้ำหนัก : 52 กก.
ส่วนสูง : 165 ซม.
ภูมิลำเนา : ขอนแก่น
ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี
สถาบัน : มหาลัยวิทยาลัยขอนแก่น
สาขาวิชา : สาขาดนตรีไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์
ความสามารถพิเศษ : เล่นดนตรีไทย(ระนาด,ฆ้องวง),ร้องเพลงไทยเดิม,ลูกทุ่ง,หมอลำ,ไทยสากล
แนวเพลงที่ถนัด : เพลงไทยสากล,ลูกทุ่ง

คิมโซอึน 김소은 / Kim So Eun



วันเกิด : 6 กันยายน 1989
เพศ : หญิง
ประวัติ
ชื่อ : คิม โซ อึน / 김소은 / Kim So Eun
ราศี : Virgo
กรุ๊ปเลือด : O
อาชีพ : นักแสดง
ผลงาน
ละคร
  2011 'A Thousand Kisses' 
* [2009] The Man Who Can't Get Married (KBS2)
* [2009] Boys Before Flowers (KBS2)
* [2009] Empress Chun Chu (KBS2)
* [2005] Sad Love Song (MBC)
* [2005] Sisters of the Sea (MBC)
ภาพยนตร์
* [2009] Fourth Period Murder Mystery
* [2007] Someone Behind You
* [2007] The Show Must Go on
* [2006] Fly, Daddy, Fly
* [2006] Family Matters
* [2004] Two Guys